Friday, December 08, 2006
Thursday, December 07, 2006
วันนี้ป่วย
เช้านี้ตื่นขึ้นมาแล้วรู้สึกเวียนหัวอย่างแรง จริงๆ แล้วรู้สึกตั้งแต่เมื่อคืนก็เลยเข้านอนตั้งแต่สามทุ่มคิดว่านอนเร็วไว้ก่อน เผื่อเช้ามาจะหาย แต่ปรากฎว่าคิดผิด ไม่หายแหะ
วันนี้ก็เลยได้นอนแอ้งแม๊งอยู่บ้านจนเกือบสิบโมง กว่าจะดีขึ้นจนลุกขึ้นมาหาอะไรใส่ท้อง
กินยาหอมเข้าไปเกือบครึ่งลิตรแล้ว :(
ช่วงสองสามเดือนมานี่เราไปฟิตเนสสัปดาห์ละครั้ง จากเดิมที่เคยตั้งใจว่าจะไปสองสามครั้งต่อสัปดาห์
ไปครั้งนึงกินเวลาไปสามชั่วโมงกว่า ก็เลยไปได้แค่นี้
ก่อนหน้านี้เราคิดว่าการจ้างเทรนเนอร์เป็นสิ่งฟุ่มเฟือย เปลืองเงิน
แต่หลังจากออกกำลังกายเองไปซักพัก เรารู้แล้วหล่ะว่าต้องใช้บริการมืออาชีพให้เค้าสอนความรู้เรื่องการออกกำลังการให้ เหมือนกับลงเรียนวิชาออกกำลังกายหนึ่งคอร์ส เพราะแต่ละคนมีสรีระที่ไม่เหมือนกัน วิธีการ ท่าทางและอุปกรณ์ที่เหมาะกับแต่ละคนก็เลยไม่เหมือนกัน
อย่างเราตัวเล็กไม่มีเนื้อ การต้องการให้ร่างกายเฟิร์มต้องใช้อุปกรณ์ที่มีน้ำหนักมากกว่าปกติแต่ออกกำลังกายน้อยครั้ง เช่น ยกเวท ถ้าคนเจ้าเนื้อต้องการลดไขมันอาจจะใช้น้ำหนัก 2 ก.ก. แต่ยกชุดละ 15-20 ครั้ง ส่วนเราให้ใช้น้ำหนัก 3-5 ก.ก. แต่ชุดละ 10-12 ครั้ง
เทรนเนอร์พาเราทดลองออกกำลังกายด้วยเครื่องแมทชีนหลายอย่าง พร้อมกับอธิบายว่าถ้าออกกำลังกายโดยไม่ใช้เครื่อง (Free weight) จะต้องทำอย่างไร เผื่อมาแล้วเครื่องพวกนี้มีคนใช้อยู่จะได้ไม่ต้องรอ แล้วเราก็สามารถออกำลังกายเองที่บ้านได้
เครื่องออกกำลังกายส่วนใหญ่ไม่ค่อยเหมาะกับเรา เพราะออกแบบมาสำหรับไซส์ต่างชาติ (อุปกรณ์นำเข้า) เราก็มาตรฐานหญิงไทย เล็กกระทัดรัด เวลาไปลองเครื่องที่เกี่ยวกับไหล่ อก วงสวิงส์ เรามักจะไม่ได้ เป็นที่รู้กันกับเทนเนอร์ ก็ฮาๆ กันไป ว่าไม่เหมาะค่ะพี่ เปลี่ยนเถอะ
จริงๆ แล้วช่วงที่สำคัญที่สุดของการออกกำลังกายคือช่วงวอร์มอัพ ยี่สิบนาทีแรก เราจะต้องพยายามออกกำลังกายต่อเนื่องให้เกินยี่สิบนาที ให้เหงื่อออก ให้ระดับการเต้นของหัวใจอยู่ในช่วงที่กำหนด อย่างเราเวลาวอร์ม ก็จะไปวิ่งที่ลู่วิ่ง ตั้งเวลา อายุ น้ำหนัก เครื่องคำนวณให้ว่าหัวใจควรจะเต้นที่ประมาณ 158 ครั้งต่อนาที เราก็วิ่งด้วยสปีดตั้งแต่ 5.5 สลับกับ 7.0 จนกวาจะครบเวลา เครื่องก็จะบอกว่าช่วงเวลาทั้งหมดที่หัวใจเราเต้นเกิน 158 ครั้งนานทั้งหมดกี่นาที
จากนั้นก็ไปพบเทรนเนอร์ให้สอนออกำลังกายส่วนต่างๆ อุปกรณ์หนึ่งก็เล่นประมาณ 3-4 ชุด ซึ่งเราเรียกว่า 1 เซ็ตต่อหนึ่งอุปกรณ์ ใช้เวลาประมาณครั้งละหนึ่งชั่วโมง จากนั้นก็กลับมาวิ่งที่ลู่วิ่งอีกครั้ง เพื่อ burn พลังงาน ประมาณครึ่งชั่วโมง แต่ส่วนนี้มักจะเดินเร็วๆ มากกว่าเพราะเครื่องจะคำนวณค่าการเต้นของหัวใจเหมือนตอนวอร์ม แต่เป็นโปรแกรมสำหรับ burn ส่วนใหญ่ของเราจะอยู่ที่ ประมาณ 128
บางทีถ้าเบื่อวิ่งก็เปลี่ยนไปถีบจักยาน หรือใช้อุปกรณ์อื่นๆ ก็ได้ แต่ลองไปลองมาสรุปว่าเราชอบวิ่งมากกว่า
จากนั้นก็อาบน้ำสระผม เป็นอันเสร็จเรียบร้อย
ข้อแนะนำสำหรับคนที่จะไปออกกำลังกาย ควรออกกลังกายหลังทานอาหารประมารสองชั่วโมง ถ้าจะออกกำลังกายตอนเช้า ควรทานกล้วยหรือขนมปังกับนมเล็กน้อย ไม่ควรออกกำลังกายทั้งๆ ที่้ท้องว่าง
ไปนอนต่อดีกว่า
....
เรื่องประทับใจจากการใช้เครื่องแมค : เราไรท์ไฟล์ใ่ส่ซีดีโดยการสร้างโฟล์เดอร์รวมไฟล์ที่ต้องการไรท์ไว้บนเดสก์ทอป จากนั้นเราก็มั่วด้วยกาคลิกขวา เจอฟังก์ชั่น Burn Disc แล้วเราก็กดเลย ปรากฎว่าเครื่องแมคburn cd ให้เราโดยไม่ต้องใช้โปรแกรมใดๆ
จริงๆ แล้วเคยได้ยินมาว่าโปรแกรมที่เหมือน Nero ในพีซี ของแมคคือ Toast แต่เครื่องเราดันไม่มีแฮะ ไม่เป็นไร เพราะเราไม่มีเจ้าเราก็เอาไฟล์ลงซีดีสำเร็จไปแล้ว
Tuesday, December 05, 2006
Him
วันก่อน Big sister โทรมา
ถามคำถามที่เราฟังแล้วก็หัวเราะปนอึ้ง
"ตกลงคุณเลิกกับเค้าแล้วใช่ไหม๊"
เลิกกัน - เราเคยนึกถึงคำนี้ตอนที่เราพยายามจะ take off my mind แต่ก็ยังคงทำไม่ได้
ตอนนี้ก็ยังคงคิดถึง เป็นห่วง เขียนอีเมล์ไปหาถ้ามีอะไรที่อาจจะกระทบถึง'เค้า'
ถึงจะเลิกกันแล้วแต่ก็ยังเป็นเพื่อน เป็นมิตร เป็นคนที่ประสงค์ดีต่อกันได้ใช่ไหม๊
ตอบ ใช่ และเราจะเป็นอย่างนี้ตลอดไป...
I cant take my mind off you.
รายการโปรด
ช่วงนี้เราเข้าเวบ http://www.typhoonbooks.com/ ทุกวัน
เพราะสนุกกับการฟังเพลงประจำวันของเวบพี่คุ่น
เค้าเปลี่ยนเพลงที่หน้าโฮมเกือบทุกวัน
แถมถ้าคลิกไปอ่าน typhooncafe'
http://www.typhoonbooks.com/typhooncafe/sounds.html
นิตยสารออนไลน์ ในส่วนของ sound ก็ยังจะได้ฟังเพลงอีกสองเพลง
ชอบค่ะชอบ อ่านขำ ขำ ได้ความสนุกสนาน ได้ความรู้ แถมยังบรรเทิงใจ
........
ย้อนกลับมาที่โอเพ่น
ก็ยังอ่านปกติ แต่คอลัมน์ใหม่ที่รอคอยว่าเมื่อไหร่จะขึ้น update สีส้ม
คือ ที่นั่งริมหน้าต่าง กับ รูของผู้บริโภค
ที่นั่งริมหน้าต่าง ไม่ค่อยอัพ ก็เลยดอดไปอ่านบล็อกของเจ้าของคอลัมน์แทน
อ่านไปขำไป ด้วยความที่ไม่เคยคิดว่าเค้ามีอารมณ์ขันได้ถึงเพียงนี้
รูของผู้บริโภค งานเขียนของน้ิวกลมที่อ่านแล้วรู้สึกว่าตัวเองพรุนไปด้วยรู ! ของความความไม่มั่นใจ
นานๆ จะเจอคนที่เขียนเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ผู้บริโภคควรตระหนัก ที่ได้ทั้งสาระแล้วก็เสียงหัวเราะไปพร้อมๆ กัน
He can !
..........
Demien Rice ออกอัลบัมใหม่ ชื่อว่า 9
http://www.warnerbrosrecords.com/damienrice/
เลิศค่ะ
ประทับใจจากอัลบัมก่อนนี้จากเพลง Blower's daughter
ประกอบหนังเรื่อง Closer
http://www.damienrice.co.uk/music.asp
..... I cant take my mind off you .....
ส่วนที่ประทับใจกว่านั้นก็คือ เค้าไปเที่ยวพม่าแล้วก็ออกซิงเกิล unlpayed piano
http://www.actionburma.com/
เพื่อนำรายได้ไปสนับสนุนกิจกรรมเคลื่อนไหวเพื่อเรียกร้องให้ปล่อยตัวอองซาน ซูจี
แถมเค้ายังได้ขึ้นไปร้องเพลงนี้กับ Lisa Hannigan
บนเวทีงานเลี้ยงฉลองรางวัลโนเบลเมื่อปี 2005 เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดครบรอบ 60 ปีให้กับอองซาน ซูจี
ดูได้จากลิงค์นี้
http://www.youtube.com/watch?v=FehGdho5Hhg
เราว่าเค้าทั้งคู่ร้องสดได้ดีมากๆ ฟังแล้วรู้สึกมีพลัง มีชีวิตชีวา มากกว่าต้นฉบับ
***ความรู้ใหม่
เราเพิ่งรู้ว่าเวลาที่โหลดไฟล์จาก youtube ให้คลิกที่ปุ่ม play เพื่อให้หยุดก่อน
จากนั้นรอให้แถบดำๆ ด้านข้าง ค่อยๆ เปลี่ยนสีจากดำเป็นสีแดงจนเต็ม
ซึ่งหมายความว่าดาวน์โหลดเสร็จเรียบร้อย แล้วค่อยกด play อีกครั้งหนึ่ง
เมื่อก่อนเราก็เซ่อซ่า ปล่อยให้มันเล่นไปเลยแล้วเน็ตมันก็ไม่แรงจริง ภาพกับเสียงก็กระตุกเป็นระยะ จนไม่ค่อยหนุกแล้วก็ไม่อยากโหลดคลิปมาดู เพื่อส่งอะไรมาทีก็ต้องรอไปเปิดดูที่มหาลัย เชยซะจริง
เดือนนี้เราฟัง unplayed piano ไปร้อยกว่ารอบได้แล้วมั้ง ^.^
.....
ไม่เข้าใจว่าปุ่มที่ไว้สำหรับทำลิงค์เวบมันหายไปไหน
ปรับฟอนท์ก็ไม่ได้
นี่อิชั้นไปคลิกอะไรพลาดไปอีกล่ะเนี่ย :(
Wednesday, November 15, 2006
เรื่อยเปื่อย (อีกแล้ว)
เนื่องด้วยโพสต์ก่อนหน้า ไม่สามารถอ่านได้ เป็นภาษามนุษย์ต่างดาว
พยายามแก้แล้ว ด้วยหลายวิธี แต่ก็ยังไม่สามารถ จนหมดแรง อาจเกิดจากข้าพเจ้าเข้าไปเซ็ตภาษาในเครื่องแมค แล้วพออัพโหลดมันก็เลยอ่านไม่ออก (แต่ตอนพิมพ์ก็ภาษาไทยนะ) ทั้งๆ ที่ตั้งแต่เรื่อง Mac girl เราก็อัพจากเครื่องแมคนี่แหละ กรรมจริงๆ
รู้สึกเสียดายที่ไม่ได้เก็บไว้บนเวิร์ดกันพลาด เขียนใหม่ก็คงไม่เหมือนเดิม จากที่ตั้งใจจะส่งไปให้คุณอธิคม บรรณาธิการนิตยสาร Wayอ่าน ก็เลยยังไม่ได้ส่ง กะว่าคงจะมีความสามารถในการแก้ไขโค้ดจนอ่านได้ในซักวันหนึ่ง ก็เลยขออนุญาตไม่ลบโพสต์ก่อนหน้า คาไว้เป็นการบ้านให้ข้าพเจ้าแก้ให้ได้ในวันใดวันหนึ่ง
วันนี้นั่งอ่าน OOM : London Loves แล้วอยากไปติดเกาะอังกฤษกะเค้ามั่ง หวังว่าฝันคงไม่ไกลเกินเอื้อม
....
ช่วงนี้เป็นฤดูรักสุกงอม เพื่อนๆ จากหลายวงการ ทยอยแจ้งข่าวดีเรื่อง จะแต่งงาน ให้เราไปร่วมเป็นสักขีพยานหลายคู่ มีความสุขไปด้วย เวลาได้รู้ว่าเพื่อนๆ กำลังจะมีครอบครัวเป็นของตัวเอง แถมข่าวเรื่องการตั้งท้องและคลอดลูกของเพื่อน พี่ๆ อีกหลายคน ไปเยี่ยมหลานอายุ 6วัน ไม่กล้าแม้แต่จะแตะเนื้อต้องตัว มือ เท้า นิ้ว เล็กมาก ไว้รอให้หนูตัวใหญ่กว่านี้แล้วจะไปขออุ้มนะจ๊ะ
....
อากงกลับมาอยู่บ้านแล้ว เราจ้างผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลผู้ป่วยจากศูนย์ดูแลผู้ป่วยมาดูแล จากที่เคยใส่สายอาหารและดึงออกทุกวัน ตอนนี้อากงพยายามทานข้าวต้มเองทางปากเพิ่มขึ้น เอาสายอาหารออกไปเลย
อาการทั่วไปดีขี้น การควบคุมปากด้านซ้ายดีขึ้น ดื่มน้ำโดยไม่ใช้หลอดได้แล้ว ทานยาเม็ดเองได้แล้ว แต่ยังต้องกายภาพแขน ขาซ้ายต่อไป
วันอาทิตย์ที่ผ่านมาเราเคลียร์ที่หลังบ้านริมรั้ว ให้อากงไปนั่งเล่นนอกบ้าน ให้มองออกไปที่เห็นสวนที่อากงเคยไปทำทุกวัน รู้สึกว่าอากงจะชอบมาก อารมณ์ดีเป็นพิเศษ เพราะไม่ต้องอยู่แต่ในห้อง
ขอบคุณเพื่อนๆ ทุกคนที่ไถ่ถามอาการอากง หายห่วงแล้วจ๊ะ ขอบคุณมาก
Friday, November 10, 2006
Way Magazine
Way
�繪��Ե���ù�ͧ���� �ӷѾ�º�.�ҡ����� Ԥ� �س��ز�
��Һ������Ҩ��ա���Դ���˹ѧ��ͨҡ�Ǻ����
�������֡� ��Ҥ��ӹԵ���ô�� ��Ѻ������
�����ҹ�ҹ��ҵ�����������ʴ�
������ҷ� Aday Weekly ���k�����ҹ����詺Ѻ���ġ�쨹��Ѻ�ش���·�����������Һ
�ҡ��鹡��ѧ��ҵԴ��� �������駷������ǡѺ��ûԴ��ǹԵ���� ������¤��͡���Դ�����������������֡
������ѧ�֡��ҤسԤ� ���ѧ�ա��ѧ㨡�Ѻ�ҵ������Ѻ�������Ңͧ�Թ��ҡ�˹��ٻẺ�Ե���� �ա�������
��ҵ������ҹ�͡˹�ҷ������ ���ͫ��� Way ��Ѻ 01 ��������������ἧ˹ѧ������� �Ǻ�ҹ���բ������
�����ҹ������ҹ����óҸԡ�� ����ͧ���� ���ǡ����� �Դ���ٻ���d���� � ��´���� �ҡ��鹡����� ��ҹ���Ф���y쨹����� By the way �����¹�֧��٨���ԧ 㹻���繷���ʹ�����кҧ ����Ҩ����������¤Դ
��ͧ�͡��Ҥ��ⷹ�����������Ҿ��� ��������Һҧ��ǹⴴ���繾���� ���ҧ����� Healh Advocate, ����y�Դ��Ѻ����, slow food, global report, global village ��ǹ�ͧ life ���ѧ�����
�����ҹ���稡��觵�����������ҹ �������»���繹��ʹ� �����§�ͺ�Ѻ����ҧ�� �ӹͧ������ �դ���˹ѧ������������ҧ����������
��ҹ������� ������ɳ��軡��ѧ ����ѧʧ�����ҷ�gҹ��йԵ���è�����ѹ�ѧ�
��ѧ������u���令��Т���ɳ����ҡ��� ���Ө��������˹�����ҡ
�ٻ���aзѴ�Ѵ ��д�ɡ���� ��èѴ˹������ ���պҧ˹�ҷ�����ѡ���ͧ������������о�����
��Ҵ���ա���ҧ���������ҹ���˹ѧ���˹���. ����� Way �����Ҵ��� ��Ңͧ��ҹ���������繤س��d��t���Ф��d�d�ҢͧWay �֧�������������� (��ҹ���ʹѺʹع˹ѧ��ʹ����ҧ open, up date, ��ä�� ���˹ѧ����š��ա������Ƿ��������Դ��Ҩ��դ���Ҩ���wع ��������Ңͧ��ҹ����ҡ������ �����$�������ͧ�к�ҧ)
��ҹ editor' s way �����ͧ���ǡ礧��ͧ�������ҧ����դ��º͡
"��.�繤��ѧ� ˹ѧ��ͷ����ҷӨ��з��͡����������Ѵਹ����ش"
�����仹� Way
Wednesday, November 08, 2006
Call for papers-The 2007 Annual UTCC International Conference
The 2007 Annual UTCC International Conference will be held at the University of Thai Chamber of Commerce from Thursday 7th to Friday 8th June 2007. The objective of the conference is to discuss recent academic contributions in various areas of economics whether theoretical, econometric, experimental or policy oriented.
The Programme Committee invites submission of papers from academic, government and business economists. Submissions must be sent electronically to Dr. Frederic Tournemaine at the following e-mail address: frederic.tournemaine@uc-utcc.org
The deadline for submission is 31 January 2007. Abstracts will be considered, but papers are preferred. Notification of acceptance will be sent by 1 March 2007.
The Programme Chair is Professor Vimut Vanitchareanthum : vimut@uc-utcc.org
Other Information
Further information on the conference and accommodation will be sent to authors of papers which have been accepted for presentation consideration or upon request. For more specific information, please contact the conference secretary, Miss Apirada Khachonpan, at the following e-mail address: rockget@gmail.com
Program of 1st Annual UTCC International Conference on "Frontier Research in Economic"
Tuesday, November 07, 2006
Mac girl
เราเพิ่งซ์้อแมคมาใช้ เพราะมันสวยดี
ตอนแรกก็งงๆ แต่ก็ลองมั่วๆ คลิกเล่นโน่นนี่ในเครื่องไปตามประสา แล้วก็เข้าไปอ่านในเวบบอร์ดของคนที่ใช้แมค ตอนนี้ก็เริ่มคุ้นแล้ว
SPSS สามารถรันบนแมคได้ด้วย โอ๊ะโอ ดีจัง
ต้องลองไปค้นๆ ว่ามีโปรแกรมเกี่ยวกับสถิติ ศศ.อะไรที่ใช้บนแมคได้อีกมั่ง
ช่วงนี้เป็นช่วงทดลองโปรแกรมว่าจะใช้โปรแกรมไหนทำอะไรได้บ้าง
วันนี้เราได้ลองใช้ Record Pad โปรแกรมในจินตนาการว่าน่าจะอัดเสียงลงบนเครื่องคอมได้เลย เวลาที่ไปประชุมจะได้ไม่ต้องพกไอพอดไปด้วยให้บุ่งยาก เพราะเครื่องแมคมีไมโครโฟนเล็กๆ อยู่ที่ข้างจออยู่แล้ว เสียงที่อัดชัดใช้ได้ ต้องลองไปใช้ในห้องประชุมจริงว่าจะเป็นไง
คงมีเรื่องตื่นเต้นเกี่ยวกับแมคให้สนุกอีกเยอะ
ขอบคุณสตีฟ จอบส์ที่คิดทั้งฮาร์ดแวร์สวยๆ แล้วก็ซอฟแวร์มาให้ใช้
Monday, October 02, 2006
Stroke ทำให้โลกหยุดหมุน ตอนที่ 1
ค่ำนี้เราเสียน้ำตาอีกครั้ง แอบเศร้าแต่ไม่กล้าให้เค้าเห็นว่าเราร้องไห้เพราะเค้า
สะเทือนใจที่เห็นผู้ชายคนนึงท้อแท้ที่ทานอะไรด้วยตัวเองไม่ค่อยได้
ต้องฝึกกินน้ำ กินข้าวต้ม ฝึกเคี้ยว ฝึกกลืน แต่ก็ยังทำไม่ค่อยดีนัก
ชายคนนั้นคือ อากง พ่อขอป๊า หรือปู่ของเราเอง
ปีนี้ อากง อายุ 94 ย่าง 95 ปี
จากที่เคยเป็นคนแข็งแรง ไปทำสวนหลังบ้านทุกวัน ไม่มีโรคประจำตัว ไม่ต้องกินยาใดๆ
วันที่ 18 สิงหาคม 2549 อากงต้องไปนอนที่ห้องไอซียู
เพราะการเต้นของหัวใจต่ำมากแค่ 40-50
เส้นเลือดใหญ่ในสมองซีกขวาตีบ (ศัพท์ทางการแพทย์เรียกโรคนี้ว่า Stroke)
ส่งผลให้การทำงานของอวัยวะซีกซ้ายอ่อนแรง หรือเป็นอัมพาตครึ่งซีก
ต้องให้ออกซิเจน ใส่เครื่องกระตุ้นหัวใจแบบชั่วคราว
ต้องให้น้ำเกลือ ให้ยา ให้อาหารทางสายยาง
อากงอยู่ในห้องไอซียู 10 วัน
อาการ ดีขึ้น แย่ลง จากการติดเชื้อสลับกันไป
แต่โชคยังดีที่หัวใจกลับมาเต้นในระดับปกติจนถอดเครื่องกระตุ้นหัวใจออกได้และไม่ต้องผ่าตัดใส่แบบถาวรเข้าไป
จากนั้นย้ายออกมาอยู่ห้องธรรมดากลับมีอาการแย่ลงในช่วงเรกเพราะติดเชื้อยังไม่หายดี และสำลักอาหารลงปอดทำให้ปอดบวม
หลังจากที่ให้ยาครบ เหลือเฉพาะยาลดเสมหะที่ให้ทางสายยาง และอาการดีขึ้นคือรู้สึกตัวมากขึ้น ตื่นมากขึ้น
เราก็เริ่มฝึกให้อากงกินน้ำว่าจะสำลักหรือเปล่าด้วยการหยอดด้วยหลอดทีละสองสามหยด ไม่สำลักแฮะ
"อากงกินยาคูลไหม๊" อากงพยักหน้า เราก็เริ่มปฎิบัติการเอายาคูลหยอดให้กินบ้างแทนน้ำเปล่า
สองวันต่อมา อากงชักจะไม่ยอมแล้ว ทำท่าหลอดเจาะยาคูล ประมาณว่าจะดูดเองแล้ว
เราก็เลยลองดู ให้ดูดจากหลอดเล็กๆ ค่อยๆ ฝึก อากงมีแรงดูด แต่ก็ได้ประมาณหนึ่งส่วนสามขวด
เราให้ฝึกดูดยาคูลกับน้ำเปล่าอยู่ห้าวัน แล้วก็เริ่มฝึกให้อากงกินข้าวตุ๋น
ครั้งแรกนี่ทุกคนลุ้นระทึกมาก ถึงขั้นถ่ายคลิปเก็บไว้เลย
สองสามคำแรกเราป้อนให้ ไม่สำลัก จะป้อนต่อก็ไม่ยอมแล้ว อยากจะตักเอง
อากงกินไปจนหมดชาม (ถ้วยซุป) กินไปหาวไป ง่วงแต่ก็อยากกิน ตลกดี
รู้สึกว่า อากงและทุกๆ คนจะมีกำลังใจขึ้นมามากว่าอากงน่าจะกลับมากินได้และเอาสายอาหารที่เสียบอยู่ที่จมูกออก
แต่หลังจากนั้น พอเราเอาข้าวต้มที่เหลวๆ เป็นน้ำให้อากงกิน แล้วน้ำก็ไหลออกมาจากปากด้านซ้ายตลอดเพราะเค้าบังคับซีกซ้ายไม่ได้ อากงก็เศร้าๆ เสียใจ
วันนี้เราต้มข้าวต้มแบบข้นๆ เละๆ ต้มซุปเห็ดกับผักไปให้ กินกับปลา อากงกินได้เพราะอาหารมีความหนืด แต่ก็ยังกินได้ไม่เยอะ แค่ประมาณสิบกว่าคำก็โบกมือว่าพอ
รู้สึกว่าอากงเศร้า ซึม ท้อแท้ เพราะอยากกินให้ได้เยอะๆ แต่ก็กินไม่ได้
เราเห็นน้ำตาอากงซึมๆ แววตาไม่สดใสเหมือนวันแรกที่กินได้ก็อดสงสารไม่ได้
จากคนที่เคยแข็งแรง ช่วยเหลือตัวเองได้ทุกอย่าง กลับต้องมานอนอยู่บนเตียง แขน ขาด้านซ้ายขยับไม่ได้ บังคับลิ้นก็ยังไม่ได้
จากที่เราเคยหวังว่าอากงจะกลับมาเดินได้
เหลือแค่นั่งได้ก็พอ
ถอดสายอาหารออกได้ก็พอ
ตอนนี้เราบอกกับอากงว่า "เป็นยังไงก็รักเหมือนเดิม"
ถึงจะต้องกินอาหารทางสายยางไปตลอดชีวิต เดินไม่ได้ นั่งไม่ได้ บังคับลิ้นไม่ได้ ก็ไม่เป็นไร
หมอบอกว่าใกล้จะกลับบ้านได้แล้วนะเพราะตอนนี้ไม่มียาที่ต้องฉีดให้อากงแล้ว มีเฉพาะยากิน
แต่อย่าคาดหวังว่าจะถอดสายอาหารออกถาวร เพราะคนไข้ที่มีอาการทางสมอง มักจะมีปัญหาเรื่องการสำลักอาหารลงปอดซึ่งจะทำให้ติดเชื้อและมีปัญหาตามมา ถ้าคนไข้กินเองจะกินได้ไม่เยอะ สารอาหารก็คงไม่เพียงพอ ควรให้ทางสายยาง ให้ทานทางปากแค่ให้คนไข้รู้รส มีความสุขกับการได้กิน
ตอนนี้อากงกินกล้วย (เหมือนเด็กทารกกินน่ะ) กินโจ๊ก ข้าวตุ๋น ยาคูล น้ำส้ม น้ำ ทุกอย่างหัดใหม่หมด ต้องคอยบอกว่าให้เคี้ยวก่อนนะ เคี้ยวแล้วเกลือนลงไปนะ อย่าอมนะ กลืนหมดหรือยัง กลืนให้หมดก่อน ไหนดูหน่อยอ้าปากซิ หมดแล้วกินอีกนะ พอป้อนแล้วก็มีน้ำหรืออาหารไหลออกมานิดหน่อยที่มุมปากซ้าย ต้องใช้ผ้าคอยเช็ดให้
อากงดึงสายอาหารทุกวัน ทั้งๆ ที่ตอนนอนผูกมือไว้กับขอบเตียง เพราะรำคาญสายอาหารที่เสียบอยู่ที่จมูก อากงงอตัวลงและก้มหัวทำตัวคู้ๆ แล้วก็ดึงออกได้ตลอด บางวันดึงสามรอบ เวลาใส่ใหม่ก็จะเจ็บมากเพราะต้องเสียบเข้าทางจมูก สลับข้างไปมา แต่อากงก็ดึงได้ทุกคืน แล้วตอนเช้าค่อยใส่ใหม่ พูดเท่าไหร่ก็ไม่เชื่อ ต้องให้หลานจับมือไว้ตลอด หลับคาเตียงกันเลย
อากงนอกจากจะดึงสายอาหารแล้ว ยังดึงสายออกซิเจน ดึงสายฉี่ แกะเพมเพอร์สออกเพราะรำคาญ ดื้อเงียบๆ ไม่โวยวาย ดึงออกหมด
ตอนนี้เปลี่ยนจากสวมคอนดอมต่อสายลงถุง เป็นสวมถุงพลาสติกแล้วเทรวมใส่ขวดเพื่อวัดปริมาณและเอาไปตรวจแทน แต่อากงก็รำคาญอยู่ดี ใช้ขาข้างขวาถีบจนถุงหลุดบ่อยๆ (ใช้คอมฟอร์ทร้อยไม่ได้เพราะถ้าอากงบอกว่าจะฉี่ อีกสองวิอากงก็ฉี่แล้ว ไม่ทันอ่ะ)
น้องเราเอาหมอนข้างหมีพูท์ไปให้อากงกอด อากงก็ลูบหัวหมีพูท์เหมือนลูบหัวหลานๆ เวลาที่ไปเยี่ยม ดึงผ้ามาห่มให้หมีพูห์ เป็นเรื่องขำของพยาบาลมาก พยาบาลชอบไปแกล้งอากงว่าถ้าดื้อจะเอาหมีไปนะ อากงก็จะตื่นตาโต ตลกดี พยาบาลที่นั่นเรียกอากงว่า 'คุณตาหมีพูท์'
อยู่ๆ วันนึงอากงถามว่าตุ๊กตานี้ชื่ออะไร เราก็บอกไปว่า หมีพูท์ เรียกซิ่ อากงได้แต่พยักหน้า
ล่าสุดอากงชี้ที่หมีแล้วถามว่าช่วยอะไร เราก็ขำ บอกไปว่าหลานอากงอีกคนไง จะได้อยู่เป็นเพื่อนอากง อากงก็พยักหน้าหงึกๆ
และก็เป็นน้องเราอีกน่ะแหละที่เอาผ้าห่มผืนเล็กๆ มาให้อากงห่มที่โรงพยาบาล ผ้าห่มผืนนั้นเป็นลายคิตตี้สีชมพูหวานหยด ใครๆ มาที่ห้องก็พากันถามว่าอากงชอบการ์ตูนเหรอ พวกเราก็ขำ บอกว่าปล่าวค่ะ อากงมีหลานสาวหลายคนก็เลยมีแต่ของพวกนี้ เอามาจากบ้าน ไม่ได้ซื้อใหม่
อากงนอนอยู่บนเตียงพร้อมผ้าห่มคิตตี้สีชมพูแล้วก็กอดหมอนหมีพูท์อีกต่างหาก น่ารักซะไม่มี
พยาบาลมาก็จะพยักหน้า บางทีก็จับมือเช็คแฮนด์ บางทีก็หยิกแก้มพยาบาลคืน(เพราะพยาบาลชอบมาหยิกแก้มอากง) บางทีก็ตะเบะมือแบบตำรวจ ขำๆ ดี
พวกเราสอนสัญลักษณ์มือให้อากงทำตาม ทั้งชูสองนิ้ว สู้ตาย, สามนิ้ว โอเค, แล้วก็โบกมือบ๊ายบายเวลาที่คนมาเยี่ยมลากลับ อากงก็ทำตามอย่างว่าง่าย
อากงจะเป็นห่วงแขนขาข้างซ้ายตลอด ไปนั่งข้างเตียงอากงก็จะชี้ว่าให้นวดข้างซ้ายให้หน่อย จะได้หายเร็วๆ บางทีก็ขอผ้ามาเช็ดหน้า เสร็จแล้วก็เช็ดมือข้างขวาแล้วก็ชี้ว่าให้เอามือข้างซ้ายมาให้หน่อย แล้วก็เช็ดๆ ทำความสะอาดเอง อยู่ว่างๆ อากงก็จะยกแขนขาข้างขวาเพื่อออกกำลังเอง (แต่อาทิตย์นี้ไม่ยอมทำแล้ว อากงท้อแท้)
ช่วงนี้อยู่ในช่วงของการพักฟื้น กายภาพบำบัดเบื้องต้น และฝึกดื่มน้ำ กินอาหารอ่อนทางปาก หวังว่าทุกๆ อย่างคงจะดีขึ้น
...
ถ้าอากงไม่ใช่คนที่มีพื้นฐานร่างกายที่แข็งแรง อากงอาจจะไม่อยู่กับเราตั้งแต่ติดเชื้อตอนอยู่ไอซียูแล้ว ตอนนั้นหมอบอกว่าโอกาสรอดแค่ 20% ในกลุ่มผู้ป่วยที่อายุมากขนาดนี้ แต่เป็นเพราะอากงไม่มีโรคประจำตัวอะไร ร่างกายสมบูรณ์มาก ให้ยาแรงแค่ไหนก็ได้ ไม่ต้องกังวลเรื่องแพ้ยา หรือกระทบกระเทือนกับโรคประจำตัว จากเหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้พวกเราในบ้านคำนึงถึงสุขภาพอย่างจริงจัง ต้องออกกำลังกาย ดูแลสุขภาพ เพราะป้องกันง่ายกว่ารักษา
....
เมื่อก่อนอากงจะเป็นคนที่กินแต่อาหารจีนๆ เหมือนๆ เดิม แต่ช่วงสองสามปีหลัง อากงเปลี่ยนไป กินกับข้าวทุกอย่าง ชิมหมด ตั้งแต่น้ำพริกกะปิ แกงส้ม ต้มยำ หลานกินขนมก็จะขอชิมนิดนึงว่าเป็นยังไง ไปทำสวนกลับมาก็จะเปิดสปอนเซอร์กินเอง บางทีก็ยาคูล บางครั้งกินข้าวเสร็จ เดินไปตักไอติม กินเอง พวกเราก็ได้แต่ขำ แต่ก็บอกว่าดีแล้ว กินเถอะอร่อยก็กินไป
.....
บทสนทนาของอากงกับหลาน ส่วนใหญ่เป็นภาษาจีนแต้จิ๋ว (อากงฟังภาษาไทยได้บ้าง) ที่ข้าพเจ้าต้องพยายามขุดขึ้นมาจากกล่องความทรงจำ ถ้ายากมาก ยาวมาก ก็จะโทรหาป๊าให้ป๊าพูดให้ฟัง หรือไม่ก็ยื่นโทรศัพท์ให้ป๊าคุยกับอากงเลย
ช่วงแรกที่อากงฟื้นและเริ่มพูดใหม่ๆ ฟังไม่ค่อยออกเพราะลิ้นห่อ ต้องใช้ความพยายามในการเดาขั้นสูง ตอนนี้อากงพูดชัดขึ้น และจะพูดกับพยาบาลชัดโดยเฉพาะคำว่า ปล่อย แกะ (ผ้าผูกมือ) เจ็บ
เวลาที่เราคุยโทรศัพท์ อากงมักจะถามว่าป๊าเหรอ อยากได้ยินเสียง อยากคุยกับป๊า งานนี้อากงจากที่ไม่เคยใช้โทรศัพท์ ก็เลยกลายเป็นว่า เราเอาโทรศัพท์ไปแนบหูอากงเกือบทุกวันให้ที่บ้านและญาติๆ ได้คุยกับอากง ช่วยๆ กันให้กำลังใจหน่อย
....
ตอนเด็กๆ ที่เรียนอนุบาล ประถม จำได้ว่าอากงพายเรือไปรับส่งทุกวัน (โรงเรียนห่างจากบ้านประมาณ 1 กิโล บ้านเราติดคลอง โรงเรียนก็ติดคลอง) แล้วเราก็ไม่เคยหิ้วปิ่นโตไปเอง เพราะกลางวันอากงจะพายเรือเอาอาหารกลางวันที่ที่บ้านเพิ่งทำเสร็จร้อนๆ ไปให้กินที่โรงอาหาร พวกเราจะได้กินอาหารอุ่นๆ มื้อกลางวัน ไม่เหมือนเพื่อนที่กินอาหารที่เย็นชืดเพราะหิ้วปิ่นโตมาตั้งแต่เช้า
เราหลานๆ ยังคุยกันเลยว่าทำไมอากงถึงได้ขยันแล้วก็ทำให้พวกเราขนาดนั้น แค่ให้เราได้กินอาหารอุ่นๆ เนี่ยนะ ไม่รักอากงแล้วจะให้ไปรักใครล่ะ
....
วันก่อนระหว่างทางขับรถไปโรงพยาบาล ได้ฟังเพลง 'ยังรอคอยเธอเสมอ' ของ พรู แต่เป็นเสียง พี่แอม ร้องใน cover night น้ำตาเราไหลตลอดเพลง ฟังแล้วคิดถึงอากงมากเพราะเราเพิ่งเอารูปวันรับปริญญาที่ถ่ายกับอากงและครอบครัวมาดู คิดถึงลายมือภาษาจีนที่อากงเขียนอวยพรสำหรับงานแต่งงานน้องชายที่เราเก็บไว้ คิดถึงรอยยิ้มที่แสนอบอุ่นมาจากหัวใจ
เพราะเธอยังอยู่ เธออยู่ในหัวใจ เธอคือพลังให้ฉัน ได้เจอวันดีๆเรื่อยไป ในวันที่ตัวฉันแพ้ ในใจท้อแท้แม้ซักเท่าไหร่ ก็ยังมีเธอ คิดถึงอยู่ฉันก็อุ่นใจ ...ใจของฉันยังมั่นคงอยู่ไม่ขอเปลี่ยนไป 'รักอากงเหมือนเดิม'
Wednesday, August 30, 2006
MSF Reunion
เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมาไปงาน MSF Reunion
เป็นการรวมรุ่นทั้งที่จบไปแล้วและรุ่นที่ 10 ที่กำลังเรียนอยู่ให้มาทำความรู้จักกันไว้
แต่วัตถุประสงค์หลักเห็นทีจะเป็นเรื่องของการโปรโมทหลักสูตร
ในงานมีการฉาย VTR แบ่งเป็น student set, professor set, alumni set รวมเอานักเรียนปัจจุบัน บรรยากาศการเรียน การ defence paper และตัวแทนศิษย์เก่าที่ หน้าตาดี (ประมาณว่าขึ้นกล้องจากรูปทริปทำบุญบ้านปากเกร็ด) และprofile ดีๆ มีการขึ้นชื่อ ตำแหน่ง และบริษัทที่ทำงานปัจจุบัน และปิดท้ายด้วย
...Next Oppotunity
Ph.D. in Quantitative Finance
in the Next Year
ใครสนใจจะเรียนต่อด้านนี้เตรียมตัวสมัครได้เลย
เราว่า vision ของหลักสูตรโอเคมากๆ กับการเปิดตัวในงาน reunion เพราะกลุ่มเป้าหมายแรกก็คือบรรดาศิษย์เก่า
และหลักสูตรมีการจัดงานอีกครั้งที่โรงแรมหรูเชิญเฉพาะอ.และบรรดา HR ของบริษัทไฟแนนซ์ หลักทรัพย์ ธนาคาร มาโปรโมทหลักสูตรซึ่งเป็นการย้ำว่าหลักสูตมีระบบการเรียนการสอนอย่างไร จบแล้วไปทำงานที่ไหนกันบ้าง และหลักสูตรมีมาตรฐานที่จะต่อยอดไปถึงปริญญาเอก
ในงานมีเชิญตัวแทนรุ่นขึ้นไปสัมภาษณ์ว่าทำยังไงถึงจะเรียนจบได้ภายใน 1 ปี ทำยังไงถึงจะเรียนได้ 4.00 แล้วก็ความประทับใจต่างๆ ที่มีเกี่ยวกับหลักสูตร
แถมท้ายด้วยการเล่นเกมใบ้คำ โดยให้แต่ละคนจะได้คำศัพท์ไฟแนนซ์มาแล้วให้ไปหาอุปกรณ์ที่จะสื่อถึงคำเหล่านั้น
> ดอกเบี้ย อุปกรณ์คือ บัตรเครดิต เพราะทุกครั้งที่ใช้แล้วไม่ไปจ่ายเงินก็จะโดนคิดดอกเบี้ย
> กองทุนรวม อุปกรณ์คือ สลัดและอาหารสาพัดชนิดในหนึ่งจาน เพราะเราควารดูแลสุขภาพด้วยการรับประทานอาหารให้ครบหมู่และหลากหลาย เปรียบเสมือนการลงทุนในกองทุนรวมซึ่งเป็นการลงทุนแบบกระจายความเสี่ยง
>อนุพันธ์ อุปกรณ์คือ เพื่อนที่เก่งที่สุดในรุ่น เพราะค่าของอนุพันธ์ขึ้นอยู่กับ underlying asset ตอนเรียนถ้าไม่ได้เพื่อนคนนี้ก็คงจะเรียนไม่จบเพราะทั้งให้ช่วยติว ช่วยทำ case และทำงานกลุ่มร่วมกัน (พวกเราฟังแล้วก็ได้แต่พูดกันว่า คิดได้ยังไงเนี่ย 555)
ไม่รู้ว่าจะมีจัดงานแบบนี้อีกทีเมื่อไหร่ เพราะครั้งล่าสุดมันเมื่อ 5 ปีที่แล้ว คงจะจัดทุกๆ 5 ปีละมั้ง
วันนั้นมีเพื่อนเอาการ์ดแต่งงานมาแจกด้วย เจอกันงานหน้าสงสัยจะอุ้มลูกมาด้วยแหงๆ
ใครๆ ก็รีบกลับเพราะจะรีบไปดู AF
Sunday, August 13, 2006
Matlab, BOT Symposium and Mother Day
1.
Matlab program กับการประยุกต์ใช้ในงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์
หลังจากได้ฟังบรรยายจากเพื่อนที่เป็นนักเรียนป.เอกอยู่ที่ U of C พวกเราก็นั่งหัวเราะงอหายว่า ไอ้ความรู้พื้นฐานโปรแกรมภาษา C++ ที่มีอยู่เท่าหางอึ่งได้ใช้แล้วหล่ะคราวนี้ 555
ตอนแรกที่เราไปนั่งเรียนโปรแกรมภาษา C++ เพราะมีใครบางคนบอกว่าเอาไว้เป็นพื้นฐานในการใช้ GAUSS program แต่ปรากฎว่ามีผู้รู้มาบอกว่าที่เราเรียนกันมันลึกเกินไป :(
Matlab ทำอะไรได้บ้าง ทำไมต้องใช้โปรแกรมนี้
> เอาไว้จัดการกับข้อมูลจำนวนมากที่ต้องการคำนวนหาผลลัพธ์แบบซับซ้อน ลักษณะเฉพาะของโปรแกรมนี้คือมองข้อมูลเป็นแมทริกซ์ เวกเตอร์ เราสามารถใช้คำสั่งให้โปรแกรมจัดการกับข้อมูลมหาศาลโดยใช้คำสั่งให้เลือกคำนวณเฉพาะชุดข้อมูลที่เป็นกลุ่มย่อยๆ ข้อมูลที่มีอยู่ทั้งหมดโดยการกำหนด row และ colum จากนั้นก็ให้โปรแกรมจัดการให้
> ตอนแรกๆ ฟังก็ยังไม่ค่อยเห็นภาพ แต่พอคุณครูยกตัวอย่างฟังก์ชันที่ต้องคำนวณหา optimization แบบว่าไม่สามารถคำนวณหาเองได้ด้วยมือแน่ๆ มาให้ดู เราก็ถึงได้ถึงบางอ้อ ! ว่าอย่างนี้นี่เอง อารมณ์ประมาณว่าไว้เทสต์โมเดล หน้าตาประหลาด ที่มีตัวกรีกเยอะๆ น่ะ
> ตัวอย่างสุดท้ายที่คุณครูทำให้ดูคือทดสอบ Growth Model โค้ดคำสั่งยาวมากกกกกก แล้วก็รันไปเรื่อยๆ จนได้คำตอบออกมา อะยึ๋ย แล้วจะรู้ได้ไงว่าตัวเองเขียนโค้ดผิดคะเนี่ย คำตอบ ง่ายมาก ก็ต้องเช็คเองจากตรรกะและการแปลงเป็นโค้ดคำสั่ง อ่านตรวจทานหลายๆ รอบ และถ้ามันผิดพลาดแบบไม่น่าให้อภัย มันก็จะรันไปไม่ได้ แบบว่าขึ้น error น่ะครับ แต่ถ้าผิดที่ตรรกะ ก็จะเช็คยากหน่อย คำตอบอาจจะออกมาประหลาดมากจนเราต้องเอะใจน่ะ
>งานนี้คนที่ต้องวิเคราะห์ IO (Input-Output Model) อยู่เป็นประจำ ได้ทางออกในการ inverse matrix ขนาด 180*180 ที่ตัวเองปวดหัวมานานว่า excel ไม่สามารถทำได้ เวลาจะวิเคราะห์อะไรแต่ละทีต้องมานั่งทำไฟล์เล็กไฟล์น้อยให้มันตรงตามต้องการก่อนแล้วค่อยจัดการ แต่คราวนี้สามารถเขียนคำสั่งระบุได้ทั้ง row และ colum แถมยังเขียนเงื่อนไขซับซ้อนอื่นๆ เพิ่มเติมได้อีก ซื่อบื้อกันอยู่ตั้งนาน เย้!!!
>วันนั้นมีเพื่อนนศ.ป.เอกจาก มธ. มานั่งฟังกับเราด้วย เพราะคนนึงกำลังตัดสินใจจะใช้โปรแกรมนี้ อีกคนกำลังเริ่มต้นใช้ และอีกคนเป็นแขกประจำเวลาที่เราจัดอะไรทำนองนี้ มาร่วมฟัง รับความรู้ไปตั้งแต่ปีที่แล้ว ที่นี่เราถือว่าความรู้เป็นสมบัติสาธารณะ เวลาที่จัดบรรยาย บรรยายพิเศษ เรามักจะเชื้อเชิญเพื่อนๆ ที่เรียน หรือทำงานในสายที่เกี่ยวข้อง ให้มาฟังด้วยเสมอๆ โดยไม่เกี่ยงว่าจะอยู่คนละสถาบันหรือเปล่า การถ่ายโอนความรู้ แลกเปลี่ยนความรู้ ตั้งข้อสังเกตุ และข้อสงสัย เป็นสิ่งที่พวกเราหวังจะให้เกิดขึ้นทุกๆ ครั้งที่มีการจัดการบรรยาย ถ้าเป็นแฟนประจำจะรู้ว่ามาที่นี่ไม่ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการเข้าฟัง แถมยังมีขนม น้ำ อร่อยๆ แจกให้ทานเพลินๆ กันอีกด้วย ขนมอันไหนอร่อยก็มีกระซิบกระซาบว่าคราวหน้าขอแบบนี้อีก เป็นที่ขำขันกัน คนเตรียมขนมก็ได้แต่ยิ้มแก้มปริ (^.^)
2.
BOT Symposium 2006 (รออีกประมาณสองสัปดาห์ก็จะมีเปเปอร์ให้โหลดกัน)
ไปนั่งฟังมาสองวัน ถามว่าชอบเปเปอร์ไหนมากที่สุด
>Human Capital Policy: Building a Competitive Workforce for 21st Century Thailand
ผู้เขียนบทความ
ดร. กอบศักดิ์ ภูตระกูล ดร. อัศวิน อาฮูยา และ ฐิติมา ชูเชิด
ตอนแรกก็งงๆ ว่านักเศรษฐศาสตร์สายนโยบายการเงินทำไมเขียนเปเปอร์เรื่องนี้ พอฟังจบจนถึงคอมเมนท์แล้วก็ได้แต่นั่งอมยิ้ม ว่าจริงๆ ด้วยแฮะ
>บทความนี้เล่าถึงข้อมูลที่ทำการสำรวจโดยสำนักงานสถิติแห่งชาติ ที่นำมาวิเคราะห์ ซึ่งผลที่ได้ก็รู้ๆ กันอยู่ ประมาณเรื่องอุปสรรคการเข้าถึงการศึกษา การพัฒนาการของเด็กในอายุต่างๆ แล้วก็เล่าต่อมาถึงเรื่องระดับการพัฒนาสมองและผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่มีต่อการเรียนรู้ของเด็ก แน่นอน อายุ 0-7 ปีเป็นช่วงอายุที่ความคุ้มค่าในการลงทุนเพื่อพัฒนาสมองมากที่สุดเพราะ แต่ปรากฎว่าเมื่อพิจารณาข้อมูลการใช้งบประมาณของรัฐเพื่อการศึกษา การพยายามผลักดันให้มีการขยายการศึกษาภาคบังคับจาก 9 ปี ป.1-ม.3 เพิ่มอีก 3 ปี เป็นป.1-ม.6 อาจจะเป็นการใช้งบประมาณของรัฐไปในทางที่คุ้มค่าน้อยกว่า การขยายการสนับสนุน เป็นขยับลงให้เป็นอนุบาล 1-2-3 จนถึงม.3 ซึ่งเท่ากับ 12 ปีเหมือนกัน และยิ่งจะได้ผลมากขึ้นอีกหากเพิ่มการสนับสนุนการสร้างพื้นฐานสิ่งแวดล้อมเพื่อการเรียนรู้ตั้งแต่เด็กอยู่ในท้องแม่จนถึงก่อนเข้าอนุบาล(อนาคตการศึกษาภาคบังคับ)
>policy implication จากงานวิจัยชิ้นนี้มีมูลค่ามหาศาลต่อการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ของไทย เพราะดูเหมือนว่าโครงสร้างการใช้เงินเพื่อพัฒนาการศึกษาที่ผ่านมาจะเป็นการใช้ไปในทางที่บิดเบือนไปจากความคุ้มค่าสูงสุดต่อการพัฒนาการของเด็ก เพราะมีการลงทุนในช่วงมัธยมปลายจนถึงมหาวิทยาลัยอย่างมาก แต่หากปรับแผนการใช้เงินของรัฐเพื่อนโยบายการศึกษาโดยอ้างอิงจากงานวิจัยชิ้นนี้ จะพบว่า เด็กทุกคนควรจะได้รับโอกาสที่เท่าเทียมกันตั้งแต่อยู่ในท้องแม่มาจนถึงช่วงที่สำคัญที่สุดต่อการพัฒนาสมองนั่นคืออายุ 0-7 ปี << นี่แหละ เหตุผลที่เราชอบงานชิ้นนี้>>
3.
วันแม่ น้องชายเราไปงัดรูปสมัยเด็กๆ ที่ถ่ายรูปด้วยกันมาใส่กราฟฟิค เขียนว่า รักแม่ Mother's Exhibition มาเป็นของขวัญร่วมกันของพวกเราที่ให้แม่ มานั่งดูแล้วก็ฮาๆ แม่ก็ได้แต่บอกว่า 'โตกันหมดแล้วเนอะ เร็วจัง' พวกเราก็ยุให้แม่เอารูปไปแขวนที่หน้าบ้าน แขกไปใครมาจะได้ให้เค้าทายกันเล่นๆ ว่าคนไหนเป็นคนไหน (อายมั่งไหม๊เนี่ย) แต่พ่อก็แอบเก็บเข้าไปแขวนในห้องนอน บอกว่าเอาไว้ดูขำๆ กันสองคนดีกว่า เดี๋ยวรอให้ถ่ายรูปแอคท่าตำแหน่งเดิมแล้วอัดเหมือนกันอีกรูปแล้วค่อยไปแขวน จะได้ไม่ต้องมานั่งตอบว่าคนไหนโตแล้วหน้าตายังไง อืมมม เข้าท่าดีเหมือนกันแฮะ
สุขสันต์วันแม่ ขอให้แม่ของทุกคนสุขภาพแข็งแรง และมีความสุขเพิ่มขึ้นเพราะลูกทำตัวดี น่ารัก
............
สองสัปดาห์ที่ผ่านมาฟัง
ความเจ็บปวด,กุญแจที่หายไป-ปาล์มมี่
คำถามโง่ๆ,ที่ฉันรู้-บอยด์
วัดใจ-ซิลลี่ฟูล
Thursday, August 03, 2006
เรื่องเรื่อยเปื่อย#2
1.
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
ขอเชิญฟังการบรรยายเรื่อง "Matlab Program กับการประยุกต์ใช้ในงานวิจัยด้านเศรษฐศาสตร์"
โดย อ.ธนภูมิ ดำรักษ์ Ph.D. student at University of Chicago, Research Assistant to Prof.Robert M.Townsend
วันศุกร์ที่ 11 สิงหาคม 2549 เวลา 9.00 - 11.00 ห้อง 10406 มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
สำรองที่นั่งได้ที่ คุณปาริชาต 06-677-6472 email:parichat.pyp@gmail.com
2.
epsie หายป่วยแล้วนิดนึง
ตอนนี้ออกมาซ่า ไปว่ายน้ำ ช้อปปิ้ง ดูหนังได้แล้ว
เมื่อวานไปดู Sad Movie ที่สยามพารากอน วันนี้ไปชอปปิ้งที่เอ็มโพเรียม
ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เป็นห่วงเป็นใย
ข้าพเจ้าจะพยายามออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และเลิกคิดฟุ้งซ่าน จะได้ไม่เวียนหัวอีก
ยังคงทานยาที่หมอให้มาไม่หมด (เพราะลืมประจำ )
เรามีปมด้อยด้านการสร้างงานศิลปะ ได้แต่ดูและเลือกว่าชอบแบบไหน
คงจะใช้ศิลปะบำบัดไม่สำเร็จ ขอเปลี่ยนเป็นฟังเพลงบำบัดแทนละกัน
ช่วงนี้ใช้คอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ตน้อยลง
เช็คเมล์ อ่านโอเพ่น อ่านข่าว แล้วก็นอน พักผ่อนค่ะ พักผ่อน
3.
วันเสาร์ที่ผ่านมาไปทำบุญที่บ้านปากเกร็ด
นำทีมโดยอ.ร่วมกับผองเพื่อนชาว MSF รวม 16 ชีวิต
เป็นครั้งแรกที่เราไปทำบุญกันที่นี่ไม่รู้เลยว่าเป็นยังไง ได้ข่าวมาว่ามีหลายบ้านสรุปว่าไปบ้านเด็กอ่อน แต่พอถึงวันจริงไปทั้งบ้านเด็กอ่อน บ้านเด็กพิการ
เด็กพิการที่นี่ถ้าอายุ 1-7 ขวบ จะอาศัยอยู่ที่บ้านเฟื่องฟ้า
เด็กพิการที่อายุมากกว่า 7 ปีจะย้ายไปอยู่ที่บ้านราชาวดี โดยแยกเป็นหญิง และชาย
เราแวะไปที่บ้านราชาวดีชาย ซึ่งมีการจัดเลี้ยงอาหารกลางวันโดยคณะนักศึกษากลุ่มหนึ่ง
เฉพาะที่บ้านนี้มีเด็กพิการอยู่ประมาณ หกร้อยคน บ้านเด็กพิการหญิงอีกประมาณเจ็ดร้อยคน
ถ้าใครต้องการเลี้ยงอาหารกลางวันเด็กๆ ทั้งบ้านหกร้อยชีวิต อัตราค่าบริจาคอยู่ที่ หกพัน เจ็ดพัน แปดพัน หนึ่งหมื่นบาทแล้วแต่เราจะระบุ และต้องจองวันล่วงหน้า แต่ถ้าต้องการบริจาคสบทบทุนค่าอาหารบางส่วนก็สามารถทำได้
รู้สึกโชคดีที่ตัวเองมีครอบครัวที่อบอุ่น มีร่างกายครบสามสิบสอง ได้เรียนหนังสือ และมีโอกาสเลือกทางเดินชีวิตของตัวเอง
หลังจากทำบุญร่วมกัน พวกเราไปทานอาหารกลางวันพร้อมกับนั่งคุย รายงานตัวว่าแต่ละคนไปทำอะไรที่ไหนยังไงกันมาบ้างให้อ.ฟัง และก็อัพเดทเรื่องงาน ย้ายงาน เรียนต่อ แต่งงาน ให้กันฟัง
จากนั้นก็นั่งเรือข้ามไปเดินเล่นที่เกาะเกร็ดกัน เพราะมีเพื่อนที่ไม่ได้มาทำบุญแต่อยากเจออ. อยากเจอเพื่อนไปรออยู่ที่โน่นแล้ว เราก็เลยยกขบวนไปกันหมด เดินดูวิถีชาวบ้าน ซื้อของกันเป็นที่สนุกสนาน ของที่ขึ้นชื่อของที่นี่คือเครื่องปั้นดินเผา พวกเราซื้อกาแฟเย็น ใส่โถดินเผาหิ้วกันมาคนละใบ เอากลับมาทำแจกัน เป็นของ OTOP ที่มาประยุกต์ใช้ได้ดี
งานนี้เราไม่ได้เอากล้องส่วนตัวไปเลยไม่มีรูปมาโพสต์ให้ดู รูปที่ถ่ายเป็นกล้องของคณะที่ได้รับคำสั่งมาว่าให้ถ่ายรูปพวกเราไปเยอะๆ จะเอาไปเลือกว่าใครจะผ่านด่านเข้าไปเป็นพรีเซนเตอร์เพื่อทำ VTR ครบรอบ 10 รุ่นของหลักสูตรที่จะจัดขึ้นในเดือนหน้า
ตอนที่อ.บอกเรื่องนี้พวกเราจากที่ยืนให้ถ่ายรูปหมู่กันอยู่วงแตกกระจาย ประมาณว่าขอตัวละงานนี้ ยอมทำงานแบกหามดีกว่าอยู่ในเฟรม แถมบอกว่าขอให้รุ่นเราส่งตัวแทนฝ่ายหญิง เพราะฝ่ายชายได้แล้ว (มีดาราคนนึงมาเรียนน่ะ) กรรม ทำไมต้องเป็นรุ่นหนูด้วยเนี่ย
Thursday, July 20, 2006
ป่วย
เมื่อวานได้รับข่าวดีจาก P'KL ว่าพี่ Ly ตั้งท้องได้สองเดือนแล้ว เพิ่งเช็คกับหมอเสร็จ
ข่าวดีมาก ๆ จากที่เรานอนอยู่บนเตียง รีบเด้งตัวขึ้นมาเพื่อที่จะคุยโทรศัพท์ให้ถนัด
แต่แล้วก็ต้องล้มตึงลงมา เพราะเวียนหัวอย่างหนัก บ้านหมุนติ้วววว
เราก็ได้แต่นอนคุยไป แสดงความดีใจ และคุยเล่นอีกนิดหน่อย
กะว่านอนต่ออีกแป๊บก็คงหายอย่างเคย ก็เลยโทรหาเพื่อนๆ เรื่องนัดไปทำบุญ
แล้วก็คุยกับใครต่อใครอีกหลายสาย
ลุกขึ้นมาแล้วก็บ้านหมุนเหมือนเดิม แถมหนักกว่าเก่า
จากนั้นอาการเวียนหัวอย่างหนักก็กำเริบ รู้สึกปวดหัว ปวดท้อง แล้วก็อยากอาเจียน
อาการแบบนี้เกิดขึ้นเป็นปกติตลอดช่วงสองสามเดือนที่ผ่านมา แต่จะเป็นไม่ครบสูตร
ปวดหัวบ้าง เวียนหัวบ้าง ปวดท้องบ้าง อาการหนักหน่อยก็อาเจียน
บางวันเวียนหัวบ้านหมุนจนลุกไม่ได้ ต้องนอนต่อจนเฉียดเที่ยง ลุกขึ้นมาเริ่มงานตอนบ่ายๆ ของวันแทน
ระดับความรุนแรงจะแปรผันกับความเครียด
สภาพจิตใจย่ำแย่ สุขภาพร่างกายก็พลอยทรุดตามไปด้วย ล้มเป็นโดมิโน่เลย
โทรไปจองคิวหมอประจำแล้วก็ลากสังขารตัวเองขึ้นแท็กซี่ไปโรงพยาบาล
ประวัติที่มาหาด้วยอาการนี้ยาวเหยียด แต่วันนี้อาการมากกว่าที่เคยเป็น
หมอก็เลยจับให้น้ำเกลือผสมยาลงไปในน้ำเกลือเลย
ต้องกินยาป้องกันการคลื่นไส้อาเจียน ยาแก้ปวดหัว
ระหว่างให้น้ำเกลือก็ทำกายภาพบำบัด
เพราะปวดบริเวณไหล่และต้นคอมาก
มีเจลลดไข้เย็นๆ มาแปะที่หน้าผาก
แล้วก็มีอะไรบางอย่างมาแปะที่บริเวณไหล่ใช้เครื่องกระตุ้น
ให้รู้สึกเหมือนมีคลื่นอะไรบางอย่างวิ่งเข้ามาที่จุดที่แปะไว้
แล้วก็มีผ้าอุ่นๆ มาแปะที่บริเวณไหล่ทั้งสองข้าง
ระหว่างนั้นเราไม่ค่อยรู้สึกอะไรแล้วมึนไปหมด
อาจจะทั้งเวียนหัว ปวดหัว และฤทธิ์ยา
นอนให้น้ำเกลือไปประมาณครึ่งขวดก็ขอพยาบาลสั่งโจ๊กมาทาน
เพราะหิวมา ไม่ได้ทานอะไรเลยตั้งแต่เช้า
เป็นโจ๊กกุ้งที่อร่อยมากๆ สงสัยจะหิวจริงๆ
หมอมาตรวจ เอาผลเลือดมาให้ปรากฏว่า เกล็ดเลือดต่ำ โลหิตจาง ความดันต่ำ
แต่ก็อนุญาตให้กลับบ้านได้
นอนให้น้ำเกลือจนหมดขวด ก็ยังมึนๆ ด้วยฤทธิ์ยา
ได้ยามาหนึ่งกอง ทั้งยาแก้ปวด ยาบำรุง เต็มไปหมด
หมอบอกว่าต้องทานอาหารเนื้อสัตว์และผักใบเขียวเยอะๆนะ
ดื่มน้ำมากๆ และต้องออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
ออกกำลังกาย เราไม่ได้ว่ายน้ำมา 10 เดือนเต็ม ไม่ได้ออกกำลังกายเลย
แล้วก็อยู่แต่หน้าคอม นอนไม่เป็นเวลา กินอาหารไม่เป็นเวลา
ไม่ได้ดูแลสุขภาพร่างกายตัวเองเลย
ต้องจัดระเบียบตัวเองใหม่
ทั้งเรื่องใจและร่างกาย
วันนี้ดีขึ้นบ้างแล้วแต่ก็ยังปวดหัวอยู่ รู้สึกเหมือนมีไข้
วันนี้ทานน้ำผักผลไม้รวมทั้งวัน หมดไปสองกล่องยักษ์
มีใครหลายคนที่รู้ข่าวโทรมา ก็ได้แต่รับปากไปว่าจะดูแลตัวเองดีๆ จะรักตัวเองให้มากๆ
ได้คุยกับเพื่อนที่อยู่ไกลแต่รู้สึกนึกถึงทุกทีเวลาเครียดๆ ช่วยให้ดีขึ้นเยอะ
ยามป่วยไข้(ทั้งกายและใจ)คงไม่มีอะไรดีไปกว่าการได้พูดคุยกับกัลยาณมิตรละมั้ง
อย่าลืมรักษาสุขภาพกายด้วยการออกกำลังกาย
และรักษาสุขภาพใจด้วยการปล่อยวาง (ตามหลักทฤษฎี ที่เราเองก็ยังทำไม่ค่อยได้)
ขอให้ทุกคนสุขภาพกายและใจแข็งแรง
Tuesday, July 18, 2006
Open Voice
สวัสดีค่ะทีมงานโอเพ่น พี่ภิญโญ และอ.ปกป้อง
ตั้งแต่มีโอเพ่นออนไลน์ จากเดิมที่ตัวเองเช็คเมล์เสร็จก็จะอ่านข่าวจากเวบผู้จัดการและกรุงเทพธุรกิจ พฤติกรรมหลังจากมีโอเพ่น คือเช็คเมล์เสร็จ อ่านโอเพ่น แล้วค่อยอ่านข่าว
อ่านโอเพ่นเป็นประจำเพราะเช็คเมล์ทุกเช้าหลังตื่นนอน และก่อนเข้านอน ลุ้นว่าจะมีคอลัมน์ไหนขึ้นอัพเดทสีส้มบ้าง บางวันเข้ามาก็ตาลายเพราะส้มแว๊บๆ เป็นสิบคอลัมน์ พักหลังเปิดเข้ามาก็มักจะมีคอลัมน์ใหม่เกิดขึ้นทั้งด้านซ้ายด้านขวา ละลานตาไปหมด และก็คงจะมีเปิดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อีกตามที่ท่านบก.แจ้งข่าวดีล่วงหน้าไว้
บทความหลากหลาย เพราะคนเขียนมีความสนใจและความถนัดเฉพาะตนแตกต่างกันคนละแง่มุม คนนึงเขียนหลายคอลัมน์ อ่านแล้วก็สนุกดี อ่านจนบางทีอ่านไม่ทันเพราะมีบทความจำนวนมาก และขนาดยาว จนต้องพรินท์กลับมาอ่านที่บ้าน
โดยส่วนตัวคิดว่าตอนนี้โอเพ่นเป็นห้องสมุดทางปัญญาออนไลน์ที่เข้มแข็งและทรงพลังมากที่สุดเวบหนึ่งของชาวไซเบอร์ไทย
เข้าเรื่องดีกว่า
ที่เขียนมาวันนี้ก็เพราะเห็น อ.ปกป้องเล่าถึงไอเดีย open voice
ไม่รู้เหมือนกันว่าทีมงานจะเซ็ตออกมาแบบไหน แต่ก็คิดว่าน่าจะทำเป็นหลายช่องได้ (อันนี้จินตนาการเองโดยไม่ได้คำนึงถึงว่าโอเพ่นจะมีทีมงานเพียงพอหรือไม่)
open voive ช่อง 1 เป็นลักษณะการพูดคุยเนื้อหาประมาณที่เขียนๆ กันในโอเพ่น น่ามีตารางออกอากาศสด ซักสัปดาห์ละครั้งสองครั้ง เพื่อไม่ให้เป็นภาระกับทีมงานจนเกินไป หรือไม่ก็ไม่ต้องมีแบบสดเลย เป็นแบบอัดไว้แล้วมาโพสต์ให้โหลดไปฟังกันเอง
open voice ช่อง 2 เปิดเพลงที่ทีมงานโอเพ่นและแฟนๆ ชื่นชอบตลอด 24 ชม.ให้ฟัง คือพูดถึงวิทยุก็จะนึกถึงเพลงน่ะ ลองเซ็ตเป็นเวลาตลอด 24 ชม.ว่าช่วงไหนจะเป็นของคอลัมนิสต์คนไหน แล้วก็ให้ส่งไฟล์เพลงที่แต่ละคนชอบมาเก็บสต็อคไว้ เสร็จแล้วก็ให้โปรแกรมจัดการเลือกขึ้นมาเปิดตามช่วง คงสนุกดี เราจะได้ฟังเพลงหลากหลายแนวเพราะแต่ละคนก็คงจะมีรสนิยมในการเสพที่ต่างกันไป ตรงนี้ก็สามารถที่จะเปิดให้แฟนๆ ร่วมสนุกส่งเพลงเข้ามาร่วมแจมด้วย แต่ไม่ต้องมีดีเจ ฟังเพลงกันล้วนๆ อย่างมากก็ขี้นเครดิต ชื่อเพลง อัลบัม ชื่อคนร้อง (มากไปป่าว) นัยว่าต่อไปเวลาเข้ามาโอเพ่นก็จะมีเสียงเพลงประกอบการอ่านบทความขนาดยาว เพื่อสุนทรียภาพ 555
สำหรับ open voice ช่อง 1
ตัวเองไม่ได้มีความรู้อะไรด้านเทคนิคด้านนี้หรอก เป็นเพียง user ที่เพิ่งใช้บริการ podcast มาระยะหนึ่งเห็นว่าสะดวกดี ก็เลยคิดว่าโอเพ่นน่าจะลองรับเทคนิคนี้ไปพิจารณา
เป็นบริการให้โหลดไฟล์เสียงจากเวบไซต์ต่างๆ เช่น BBC http://news.bbc.co.uk/2/hi/programmes/4977678.stm
ใช้ร่วมกับโปรแกรม iTunes
สามารถดาวน์โหลดได้ฟรี แค่กรอกอีเมล์ลงไปก็ดาวน์โหลดไปใช้ได้
http://www.apple.com/itunes/download/
เราเข้าไปฟัง แล้วก็เลือก subscribe สำหรับเวบที่เราต้องการให้มันอัพเดทไฟล์เสียงให้อัตโนมัติ สะดวกมากโดยเฉพาะคนที่ใช้ iPod เพราะมันจะอัพเดทเข้าเครื่องให้อัตโนมัติไปฟังที่ไหนก็ได้ไม่จำเป็นต้องต่ออินเตอร์เน็ตตลอดเวลาที่ฟัง
แต่ถ้าใครไม่ต้องการโหลดไฟล์เก็บไว้ไปฟังที่อื่นก็คลิกเลือกฟังด้วยโปรแกรม real palyer / windown media player ถ้าเป็นแบบนี้ก็มักจะมีปัญหาไฟล์กระตุก ถ้าใช้อินเตอร์เน็ตความเร็ววต่ำ และมีการเข้ามาโหลดฟังพร้อมๆ กันจำนวนมาก
ไม่แน่ใจเหมือนกันว่านโยบายของโอเพ่นเป็นยังไง ต้องการให้ฟังเฉพาะบนเวบ ไม่ต้องการให้โหลดไฟล์ไปเก็บไว้หรือเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น podcast ก็อาจจะไม่เหมาะ
ไม่รู้ว่าช่วยอะไรได้หรือเปล่า บางทีทีมงานอาจจะใช้ podcast กันอยู่แล้ว แค่อยากมีส่วนร่วมแสดงความเห็นนิดหน่อยในฐานะแฟนคลับน่ะค่ะ ^_^
รออยู่นะคะว่า โมเดลใหม่ของโอเพ่นจะเป็นยังไง
เอาใจช่วยค่ะ
Epsilon
Monday, July 17, 2006
คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน
วันนี้ได้มีโอกาสดูหนังเกาหลีเรื่อง ' คนดีที่โลกรอ หมอโฮจุน'
ไม่รู้เรื่องอะไรมาก่อน แต่ดูแค่ตอนเดียวก็ทำให้นั่งดูต่อจนจบ
เนื้อเรื่องของวันนี้คือ หมอโฮจุนจะเดินทางเข้าไปสอบเป็นหมอหลวงที่เมืองหลวง
ต้องผ่านเมืองเมืองหนึ่ง
พอชาวบ้านรู้ว่ามีหมอผ่านทางมาชาวบ้านที่ป่วยก็มาขอให้หมอช่วยรักษาให้
ในขณะที่เพื่อนหมอคนอื่นอ้างว่าต้องไปสอบที่เมืองหลวงขอตัวเดินทางไปก่อน
แต่หมอโฮจุนกลับอยู่ที่หมู่บ้านที่เพื่อรักษาคนไข้ เนื่องจากทนเห็นผู้ป่วย เจ็บไข้ไม่ไหว ต้องช่วยเหลือตามจิตสำนึกและจรรยาบรรณวิชาชีพ
โดยที่ตกลงกับผู้ใหญ่บ้านและผู้ป่วยว่าจะช่วยรักษาให้จนกว่าพระจันทร์จะขึ้น
เพราะหมอต้องเดินทางต่อ
แต่สุดท้ายหมอก็ขยายเวลาอยู่ที่หมู่บ้านออกไป
เพราะมีคนป่วยหนักอีกจำนวนมากที่ต้องรอดูอาการและรักษา
อดหลับอดนอนติดต่อกันเป็นเวลา 4 วันเพื่อรักษาคนไขั้ให้ได้มากที่สุด
โดยที่หมอคำนวณเวลาว่าจะต้องเดินวันละ 130 ลี้สองวันโดยไม่หยุดพักจึงจะไปทันเวลาสอบ
มีชาวบ้านคนนึงที่อาสานำทางให้หมอ บอกว่าตัวเองรู้ทางลัด จะช่วยย่นระยะเวลาได้ 20 ลี้
หมอเดินตามไปเรื่อยๆ ทั้งๆ ที่ร่างกายอ่อนล้ามาก แล้วก็ไปถึงหน้าบ้านของชายที่อาสานำทาง (หมอโดนหลอก) เค้าขอให้หมอเข้าไปรักษาแม่ของเค้าที่ป่วยหนัก เค้าเคยให้หมออื่นมาดูอาการแม่แต่หมอก็บอกว่าไม่มีทางรักษา เค้ามีความหวังอยู่ที่หมอโฮจุนเท่านั้นเพราะได้ข่าวว่าเป็นหมอเทวดา
แต่หมอก็ยืนยันว่าไม่สามารถรักษาให้ได้เพราะต้องรีบไปสอบ จะไม่ทันเวลาแล้ว
ชาวบ้านคนนั้นก็โกรธหมอที่จะไม่ช่วย ไปหยิบมีดมาจะทำร้ายหมอ เสียงเอะอะหน้าบ้านทำให้แม่ที่ป่วยในบ้านลุกออกมาที่ประตูและไอออกมาเป็นเลือด
ด้วยความเป็นหมอ หมอโฮจุนก็เลยรีบรักษาแม่ของชาวบ้านคนนั้นด้วยการฝังเข็ม และให้เลือดด้วยการกัดนิ้วก้อยของตัวเอง หยดเลือดเข้าปากคนไข้ที่มีอาการทรุดหนักในระหว่างที่ให้ชาวบ้านคนนั้นไปซื้อยาตามรายการที่สั่ง
หมอต้องตัดสินใจอีกครั้งระหว่างต้มยาว่าจะจากไปเลย
เพราะไม่ทันเวลาหรือจะอยู่รอต้มยาให้คนไข้ก่อนเพราะยาที่ต้มมีส่วนที่เป็นสารพิษอยู่ด้วย
ถ้าต้มไม่เป็นยานี้จะกลายสารพิษที่ทำให้ถึงตายได้
หมอก็คือหมอ หมอตัดสินใจอยู่จนป้อนยาให้คนไข้ และคิดว่าตัวเองคงไปสอบไม่ทันแน่แล้ว
ชาวบ้านผู้นั้น เสนอว่าจะไปหาม้ามาให้หมอ สำหรับขี่ไปเมืองหลวง
ถ้ามีม้าก็ไปทันสอบแน่ๆ หมอได้แต่ขอบใจชาวบ้าน หมอรออยู่จนขึ้นวันใหม่ ชาวบ้านผู้นั้นกลับมาพร้อมทหารที่มาจับตัวหมอโฮจุนไปด้วย ในข้อหาขโมยม้า
ชาวบ้านบอกกับทางการว่าเค้าต้องขโมยม้า เพื่อที่จะให้หมอโฮจุนไปเมืองหลวง ทางการก็เลยเข้าใจว่าหมอโฮจุนเป็นผู้ที่สั่งให้ชาวบ้านไปขโมยม้า ทั้งๆ ที่หมอไม่รู้เรื่องด้วยเลย
หมอและชาวบ้านผู้นั้นต้องเข้าไปอยู่ในคุก
ชาวบ้านรู้เรื่องนี้เข้าก็รีบยกขบวนไปพบนายอำเภอ ไปอธิบายความดีของหมอโฮจุนที่ช่วยรักษาชาวบ้านจำนวนมากทั้งๆ ที่ตัวเองต้องไปสอบหมอ
นายอำเภอจึงเข้าใจและด้วยความดีความชอบนี้เอง นายอำเภอก็เลยจัดม้าให้หมอและมอบจดหมายเพื่อเป็นใบเบิกทาง เวลาที่ต้องผ่านด่านตรวจต่างๆ ให้ด้วย
จากการที่ให้ม้าวิ่งเป็นระยะทางไกลมากโดยที่ไม่หยุดพัก ม้าก็เลยพยศ หยุดไม่ยอมวิ่งต่อ พอหมอกระตุกให้ม้าวิ่งต่อ ม้ากลับสะบัดจนหมอตกลงจากม้าลงไปนอนที่พื้น คงประกอบกับหมอร่างกายอ่อนล้าไม่ได้พักผ่อน ก็เลยทำให้หมอสลบไป
พอฟื้นขึ้นมาก็รีบขี่ม้าต่อเข้าไปที่เมืองหลวงเพื่อขอเข้าสอบ
เรื่องวันนี้จบลงตรงที่ หมอมาขอเข้าสอบแต่นายทหารที่คุมอยู่ที่ประตูไม่ให้เข้าสอบเพราะเลยเวลามามากแล้ว กำลังจะหมดเวลาสำหรับสอบข้อเขียน
หมอก็ได้แต่เดินออกมาคิดถึงคำพูดของคนรอบๆ ตัว ตั้งแต่อาจารย์ ภรรยา และเพื่อนหมอด้วยกันในเรื่องของการเป็นหมอของโฮจุน
สัปดาห์หน้าคงต้องนั่งลุ้นหน้าจอว่าเืรื่องราวจะเป็นยังไงต่อ
...
โอกาสในชีวิตของหมอโฮจุน ต้อง trade off กับ ความเห็นแก่ตัวของใครหลายคน
ใครๆ ก็ต้องการให้ตัวเอง คนที่ตัวเองรักหายป่วยจากโรค พยายามรั้งหมอไว้ให้นานที่สุดเพื่อให้รักษาอาการป่วย
โดยไม่คำนึงถึงว่าหมอต้องไปให้ทันเวลาสอบ
ทำไมหมอต้องเสียสละโอกาสของตัวเองที่จะสอบเป็นหมอหลวง
เหตุึุผลูยิ่งใหญ่ เพราะ โอกาสของหมอ แลกกับ ชีวิตหลายชีวิตให้ยืนยาวต่อไป เพราะถ้าช้าอีกเพียงนิดเดียว ชีวิตเหล่านั้นอาจจะไม่มีเวลาสำหรับหายใจอีก
จะมีซักกี่คนที่จะเลือกทำอย่างหมอโฮจุน
อย่างนี้ละมั้ง เค้าเลยตั้งชื่อเรื่องว่า คนดีที่โลกรอ
....
'โอกาส' ไม่ได้เข้ามาในชีวิตของเราบ่อยนัก
มีใครบางคนเคยบอกกับเราว่า
ให้เราทำตัวให้พร้อมที่สุด สำหรับ'โอกาส'ที่เราไม่รู้ว่าจะมาถึงเมื่อไหร่
เพราะถ้าโอกาสนั้นมาถึง คนที่พร้อมเท่านั้นจึงจะได้รับโอกาสสำหรับบทบาทใหม่ของชีวิต
ถ้าเห็นโอกาสอยู่ข้างหน้า
แต่ยังไม่มีโอกาสที่จะคว้ามันไว้
เพียงเพราะต้อง trade off กับ 'บางสิ่งบางอย่าง'
ที่ไม่ใช่ชีวิตคน อย่างที่หมอโฮจุนต้องชั่งน้ำหนัก
แล้วเราจะยอมเสียสละโอกาสของตัวเอง ทำำไมกัน
Wednesday, July 12, 2006
fw mail

ช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดของคนเราคือ....
การตกหลุมรักใครสักคน
การได้จูบครั้งแรก
การได้หัวเราะจนท้องแข็ง
การได้นั่งอ่านจดหมายเก่าในวันว่าง
การได้ใช้เวลาว่างในที่ๆ แสนงดงาม
การได้ฟังเพลงที่ชอบทางวิทยุ
การได้นอนฟังเสียงฝนตก
เมื่อเวลาที่เราอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ แล้วเจอผ้าเช็ดตัวอุ่น
การสอบเสร็จ
การได้รับโทรศัพท์จากใครสักคนที่ไม่ได้พบเจอเขาบ่อยน ัก
การเจอเงินที่เราซ่อนไว้ตั้งนานมาแล้ว
การได้ยิ้มกับใครสักคน
การได้คุยโทรศัพท์ได้เป็นชั่วโมงกับคนรัก
การยิ้มโดยไม่ต้องมีเหตุผล
การถูกชมอย่างกะทันหัน
การตื่นขึ้นมาแล้วตระหนักได้ว่ามันน่าจะนอนต่อได้อีก ตั้งชั่วโมงแน่ะ
การได้ฟังเพลงที่ทำให้เรานึกถึงคนพิเศษของเรา
การได้เป็นส่วนหนึ่งของทีม
การมีเพื่อนใหม่
การรู้สึกเหมือนผีเสื้อบินว่อนอยู่ในท้องคุณเวลาคุณเ จอหน้าเค้าคนนั้น
การผ่านช่วงเวลานึงไปได้พร้อมกับเพื่อนที่ดีที่สุดขอ งคุณ
การได้เห็นคนที่คุณชอบมีความสุข
การได้ใส่เสื้อของคนที่เราชอบทั้งๆ ที่กลิ่นหอมของเค้ายังกรุ่นอยู่
การได้เจอเพื่อนเก่าอีกครั้งแล้วรู้สึกเหมือนไม่มีอะ ไรเปลี่ยนไปเลย
การได้มองท้องฟ้ายามโพล้เพล้
การได้ยินใครสักคนบอกรักคุณ
ที่สุดคือ…การได้รู้ว่าเราเป็นที่รักของคนที่เรารัก
Friday, July 07, 2006
จดหมายถึงพี่โญ Open-รอลองกอง
สวัสดีค่ะพี่โญ
จะเขียนมาชมงานเขียนรอลองกองว่า ‘โดน’ ซะเหลือเกิน
การที่มนุษย์คนหนึ่งจะเติบโตขึ้นอย่างสมบูรณ์นั้น เขาจำเป็นต้องมีอิสรภาพ มีเสรีภาพ รวมทั้งมีความกล้าหาญที่จะเลือกเส้นทาง และปล่อยวางตนเองออกจากความคาดหวังของหนึ่งผู้ใด
ไม่ว่าจะเป็นครอบครัว สังคมรอบข้าง
และที่สำคัญ คือ ความคาดหวังของตนเอง
ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องสำคัญที่ต้องแลกมาด้วยเวลาและความเจ็บปวด
ซึ่งเราเรียกมันรวมๆ ว่าประสบการณ์ชีวิต
หนูว่างานเขียนแนวนี้เป็นลักษณะเฉพาะของพี่เลยนะ ชอบอ่านประมาณนี้แหละค่ะ รู้สึกเหมือนคิดหาทางออกได้จากทุกข์ที่เคยเผชิญ ถึงจะรู้ว่าควรจะทำยังไงแล้ว ก็ยังย้อนระลึกถึงเรื่องเก่าๆ อยู่เป็นระยะ ๆ
...
ปีที่แล้วเคยเส้นตึง (เพราะหยุดนวดประมาณสองเดือน พยายามไม่คิดอะไรเครียดๆแทน) หมุนตัวหยิบของแล้วเส้นพลิกคอหันไม่ได้ ก้มไม่ได้ ต้องใส่เฝือกคออยู่ห้าวัน อันตรายมากๆ
ตัวเองเพิ่งไปนวดอีกครั้งเมื่อวันอาทิตย์หลังจากร้างลาไปปีกว่า ปวดไหล่ ไล่ไปถึงต้นคอ หมอไล่เส้นปุ๊บบอกว่ามาถึงกลางหลังแล้วนะ แถมเครียดลงเส้นที่ท้อง หมอกดๆ แล้วก็บ่นเลยหล่ะว่าอายุยังน้อยทำไมเป็นเยอะขนาดนี้ หมอพยายามนวดไอ้ที่สะสมไว้เป็นปีให้หมด กลับมาต้องกินยาเลยหล่ะ เจ็บมากๆ แล้วก็บอกว่าให้ไปอีกครั้งสองครั้งถ้ามีเวลา
อ่านที่พี่เขียนแล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่ได้เป็นคนรุ่นหนุ่มสาวที่ต้องพึ่งพาการนวดอยู่คนเดียว แบบว่าอุ่นใจที่มีเพื่อนเป็นแบบเรา :)
จะลองฝึกศิลปะขั้นสูงในการดำเนินชีวิตดูนะคะ
ขอบคุณที่เขียนงานดีๆ ให้อ่านค่ะ
Epsilon
Saturday, June 24, 2006
Prof.Robert M.Townsend @ UTCC
The University of Thai Chamber of Commerce and the University of Chicago-UTCC Research Center cordially invite you to attend a Grand Opening Ceremony of the Center new office. Our celebration begins with a multimedia presentation on the center activities, followed by a special lecture on “The Thai Economy: Growth, Inequality, Poverty and the Evaluation of Financial System” by Professor Robert M. Townsend, Charles E. Merriam Distinguished Service Professor of Economics, University of Chicago.
Join our celebration on Friday June 30 from 09:00 am until noon. Register Here!
or make reservations at +66 (0) 2697-6632-6 Fax. +66 (0) 2692-3168
Schedule
09:00-09.30 am.
Registration, at Room 10201 building 10 the 2nd floor
09.30-09.45 am.
Welcome Remarks
09.45-10:00 am.
Presentation “The Center 2004-2006: Transforming Ambitions to Reality”
10:00-11:50 am.
Lecture “The Thai Economy: Growth, Inequality, Poverty and the Evaluation of Financial - System” by Professor Robert M. Townsend, University of Chicago
11:50-12:00 pm.
Reception and hors d’oeuvres
12.00-13.00 pm.
New Office Opening Ceremony & Cocktail Party
*** Free of charge
Friday, June 16, 2006
ดูแลสุขภาพกันเถอะ
ช่วงหลังๆ รู้สึกว่าตัวเองทานอาหารเย็นแล้วท้องอืดบ่อยๆ
ประมาณว่าอาหารไม่ย่อย ทานเยอะไม่ได้ ทานดึกไม่ได้
ทรมาณมากๆ เพราะ The Gang มักจะตั้งก๊วนทานข้าวเย็นกันประมาณทุ่มสองทุ่มแถมยังตระเวนไปหาร้านอร่อยๆ กินกันอีกต่างหาก
หลังจากทรมานอยู่พักใหญ่ก็เลยบ่นๆ ให้คนแถวๆ นี้ฟัง
ท่านหมึกดำผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารอร่อยก็ให้คำแนะนำว่าเราควรจะทาน แอปเปิล ไซเดอร์ เวเนการ์ กับน้ำผึ้ง เพื่อช่วยระบบย่อยอาหาร (เมตาบอลิซึ่ม อะไรประมาณนี้) โดยให้สูตรมาว่าทุกๆ เช้าหลังจากตื่นนอน ให้ดื่ม แอปเปิล ไซเดอร์ เวเนการ์ กับน้ำผึ้ง อย่างละ 1 ช้อนโต๊ะ ละลายในน้ำเย็น 1 แก้ว
เคยไ้ด้ยินสรรพคุัณของแอปเปิล ไซเดอร์มาพักใหญ่ ว่าช่วยบรรเทาอาการของคนเป็นไซนัส บ้างละ ช่วยลดโคเลสเตอรอลบ้างละ แต่ตัวเองก็ไม่เคยลอง งานนี้ก็เลยเชื่อหมึกดำไว้ก่อน ทั้งสองอย่างสามารถหาซื้อได้จากซุปเปอร์มาร์เก็ตทั่วไป ขวดละประมาณแปดสิบกว่าบาท แถมตอนนี้ไฮซ์ มีแพคเกจขายแอปเปิลไซเดอร์ เวนการ์กับน้ำผึ้งเป็นชุดอีกต่างหาก โฆษณาบนกล่องประมาณว่าของขวัญจากธรรมชาติ
เราลองทานมาสัปดาห์นึงแล้ว รู้สึกว่าระบบย่อยและระบบขับถ่ายดีขึ้น
ตัวเองชอบอาหารรสเปรี้ยวอยู่แล้วก็เลยเอร็ดอร่อยจนสองวันที่ผ่านมาขยับเป็นทานเช้า 1 แก้ว และก่อนนอน 1 แก้ว
เริ่มแนะนำให้คนรอบข้างทานบ้างก็ได้คำตอบกลับมาว่าเป็นสูตรลดน้ำหนัก
ก็เลยเริ่มรู้สึกว่าทำไมเราไม่หารายละเอียดสรรพคุณจริงๆ เนี่ย ฟังมาก็เชื่อเฉยเลย
เจอแล้วหล่ะสรรพคุณเยอะเลย (ชะลอความแก่ด้วยอ่ะ)
มาดูแลสุขภาพกันเถอะ
แอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ (APPLE CIDER VINEGAR)
VS
น้ำผึ้ง(HONEY BEE)
ส่วนที่ 1 ว่าด้วยแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ (ACV)
ACV คือ น้ำส้มสายชูหมักจากผลแอปเปิล มีคุณสมบัติเป็นกรดสูง รสเปรี้ยวจัด มีส่วนประกอบของกรด 5 % ( 5%Acetic Acid) มีสีเหลืองคล้ายสีชา มีส่วนประกอบของธาตุโพแทสเซี่ยมสูง ซึ่งธาตุโพแทสเซี่ยมมีคุณสมบัติ ช่วยในการแบ่งเซลล์ ถ้าร่างกายขาดธาตุนี้ ร่างกายจะมีอาการผิดปกติคือ เติบโตช้า แก่เกินวัย ผมร่วง และหงอกเร็ว ฯลฯ และ ACV ยังประกอบด้วยธาตุอาหารกว่า 30 ชนิด มีวิตามินมากกว่า 6 ชนิด มีกรดอะมิโน และสารเพ็คติน ล้วนแต่เป็นประโยชน์แก่ร่างกายทั้งสิ้น นอกจากนี้ ยังมีคุณสมบัติเป็นยาอีกด้วย คือเป็นพวก ยาปฏิชีวนะ ยาฆ่าเชื้อ และมีเอนไซม์หลายชนิดรวมอยู่ด้วย
ACV ช่วยร่างกายได้หลายประการ กล่าวคือ
- ชะลอความแก่ ช่วยให้เป็นหนุ่มเป็นสาวอยู่เสมอ
- ช่วยย่อยอาหาร คือช่วยระบบย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ
- ช่วยระบบหายใจ แก้ไซนัส แก้เจ็บคอ แก้หวัด แก้การเกิดเสมหะ
- ช่วยลดน้ำหนักได้ดี
- ช่วยลดการปวดข้อ
- แก้โรคคัน กำจัดรังแค แก้ผมแตกปลาย
- ช่วยความจำให้ดีขึ้น
- ป้องกันโลหิตจาง
- แก้อ่อนเพลีย
ส่วนที่ 2 ว่าด้วยน้ำผึ้ง (HONEY BEE)
น้ำผึ้งเป็นผลิตผลของน้ำหวานจากดอกไม้ แหล่งน้ำหวานอื่นๆ ที่ผึ้งเก็บมา และผ่านการเปลี่ยนแปลงทางเคมีจากเอนไซม์ในต่อมน้ำลายของผึ้งที่ขับออกมา แล้วเปลี่ยนน้ำตาลกลูโคส และฟรุกโตส ให้เป็นน้ำตาลแปรรูป ซึ่งเป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ได้แก่ น้ำตาลกลูโคส 38.19% และเดกโทรส 31.28 % นอกจากนั้นเป็นน้ำตาลเชิงคู่ และเชิงซ้อนอีก 10% และยังมีแร่ธาตุที่เป็นประโยชน์อีกมากมาย ได้แก่ โพแทสเซี่ยม แคลเซี่ยม โซเดียม ฟอสฟอรัส ซัลเฟอร์ เหล็ก แมงกานีส นอกจากนั้นยังมีพวกน้ำย่อย เช่นเอนไซม์กลูโคออกซิเดส ที่ทำหน้าที่เปลี่ยน น้ำตาลกลูโคส เป็นกรดกลูโคนิค และไฮโดรเจนเปอร์ออกไซด์ ซึ่งตัวหลังนี้มีคุณสมบัติยับยั้งและทำลายเชื้อโรคได้ น้ำผึ้งมีวิตามินอยู่หลายชนิด ได้แก่ วิตามิน บี1 วิตามิน บี 2
ไนอาซิน วิตามิน บี 6 แพนโทซินิคแอซิค และวิตามิน ซี ในปริมาณต่างๆกันไป ขึ้นอยู่กับชนิดของดอกไม้ องค์ประกอบสุดท้ายที่มีอยู่ในน้ำผึ้ง คือ น้ำ น้ำผึ้งที่ถูกบ่มโดยสมบรูณ์จะมีน้ำอยู่ประมาณ 17-20 % เท่านั้น
ส่วนที่ 3 ว่าด้วยการใช้แอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ ร่วมกับน้ำผึ้ง
เมื่อท่านทราบคุณสมบัติของน้ำแอปเปิล ไซเดอร์ วีนีการ์ และน้ำผึ้งแล้ว ท่านจะใช้ร่วมกัน หรือ ใช้อย่างเดียว ก็ขึ้นอยู่กับว่าท่านต้องการจะใช้เพื่อรักษา หรือป้องกันโรคอะไร ดังนี้
- ช่วยชะลอความแก่ (ให้หนุ่มสาวอยู่เสมอ) นำน้ำผึ้ง 1 ส่วน ACV 1 ส่วน ผสมให้เข้ากันเป็นอย่างดี กินครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ระยะตื่นนอนใหม่ๆและ ก่อนเข้านอน ควรดื่มน้ำตาม 1 แก้ว
- ช่วยย่อยอาหาร แก้ท้องอืด ท้องเฟ้อ ใช้ ACV อย่างเดียว 2 ช้อนชา ละลายในน้ำดื่ม 1 แก้ว ดื่มทุกครั้ง ขณะรับประทานอาหาร
- แก้ท้องร่วง ท้องเสีย ก่อนทานอาหาร 30 นาที ใช้น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ผสมกับน้ำ ACV 2ช้อนชา ผสมกันแล้วดื่ม
- แก้โรคไขข้ออักเสบ ให้ดื่มน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา หรือ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ACV 2 ช้อนชาหรือ 1 ช้อนโต๊ะ ดื่มน้ำตาม 1แก้วทุกครั้งหลังอาหาร
- ช่วยลดน้ำหนักได้ดี ให้ใช้ ACV 1 ช้อนแกง ผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนแกง แล้วผสมน้ำ grape fruit ที่ไม่หวาน 1 แก้ว ดื่ม 30 นาที ก่อนทานอาหารทุกมื้อ
- ช่วยให้ความจำดีขึ้น ให้ใช้ ACV 2 ช้อนชาผสมน้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มน้ำตาม 1 แก้ว ดื่มวันละ 2 ครั้ง ตื่นนอนตอนเช้าและก่อนนอน
- แก้ปลายผมแตกแห้ง กำจัดรังแค หรือคันศรีษะ เนื่องจาก ACV เป็นกรดสูง และมีเอนไซม์ ประกอบด้วยหลายชนิด จึงสามารถรักษามิให้ผิวหนังมีโรครังแค หรือ ผมแห้ง หรือคันศรีษะได้ การรักษา คือ เอาสำลี จุ่มน้ำจนเปียกแล้วจุ่ม ACV แล้วนำไปนวดหนังศรีษะ ให้หมักทิ้งไว้ 2-3 ชั่วโมง(อาจจะใช้หมวกพลาสติกครอบไว้) หลังจากนั้นสระผมด้วยแชมพู หรือ นำเอา ACV ที่อุ่นๆ ไปทาศรีษะให้เปียกจนทั่ว แล้วใช้หมวกพลาสติกคลุมทิ้งไว้ 1 ชั่วโมง แล้วจึงใช้น้ำธรรมดาล้างออก
- แก้เจ็บคอ ใช้ ACV 1 ส่วน และน้ำผึ้ง 1ส่วนผสมให้เข้ากัน แล้วดื่มครั้งละ 1 ช้อนโต๊ะ ทุกๆ 4 ชั่วโมง หรือใช้ ACV อย่างเดียว 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่น แล้วอมกลั้วคอ ทุก ๆ 1 ชั่วโมง กลั้วในลำคอ ให้ลึก ไปถึงส่วนล่างของลำคอ แต่อย่ากลืนลงไปในกระเพาะ เมื่อการเจ็บคอบรรเทาลง ให้กลั้วคอต่อไปทุก ๆ 2 ชั่วโมง เพราะ ACV ทำหน้าที่เป็นสารปฏิชีวนะ
- แก้อ่อนเพลียและเมื่อยล้า หลังทำงานหนัก หรือหลังจากออกกำลังกาย แนะนำให้ท่านดื่มน้ำผึ้งผสม ACV ท่านจะหายเพลียได้ โดยใช้น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะ ผสมกับ ACV 1ช้อนโต๊ะ ละลายน้ำดื่ม 1 แก้วเต็ม ๆ
- แก้ปวดหัว การปวดหัวที่เกิดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจาก อาหารที่เรารับประทานเป็นด่างมากเกินไป การทาน ACV ที่เป็นกรดอ่อนๆ ลงไป จะช่วยให้อาหารลดความเป็นด่าง คือเป็นกลาง การปวดหัวก็จะหายไป หรือลดบรรเทาอาการปวดหลังลงได้ ทางที่ดี ท่านควรทาน ACV 2 ช้อนชา ผสมกับ น้ำผึ้ง 2 ช้อนชาเต็มๆ ทุกครั้งที่ทานอาหาร
-
อนึ่งท่านที่มีปัญหาเกี่ยวกับโรคไต และโรคเบาหวาน ควรพบแพทย์สม่ำเสมอ ถ้าท่านจะทานน้ำผึ้ง หรือ ACV ขอ ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน
อัตราส่วน
- 3 ช้อนชา = 1 ช้อนโต๊ะ
- 1 ช้อนชา = 5 มิลลิลิตร
- 1 ช้อนโต๊ะ = 15 มิลลิลิตร
รวบรวมและเรียบเรียง โดยอาจารย์ปรัชญา ธัญญาดี เลขาชมรมคนรักต้นไม้ F.M.97
http://www.trinityradio.com/html/apple_cider_vinegar.html
Thursday, June 15, 2006
จดหมายถึง Open#5 ทำดีแล้วทำดีอีก
สวัสดีค่ะทีมงานโอเพ่น
วันนี้ได้นั่งอ่านบทสนทนาขนาดยาวที่ถอดเทปจากงานเสวนา วิพากษ์เศรษฐกิจ พิศการเมือง ก็เลยอยากจะเมล์มาขอบคุณที่อุตส่าห์ถอดเทปมาให้อ่าน จำได้ว่าตัวเองอยากไปแต่ติดงานอันยุ่งเหยิง ว่าจะขอบคุณตั้งแต่มีการลงบทสนทนาจากตอนที่ล้อมวงคุยเรื่องแปรรูป กฟผ.แล้ว เอาเป็นว่าอยากให้ลงแบบนี้อีกถ้าโอเพ่นจัดเสวนา และขอบคุณล่วงหน้านะคะ
กำลังอ่าน Toppling Thaksin ต้องใช้สมาธิอย่างแรง อ่านจากคอมไม่ไหวเลยต้องไปพรินท์มาอ่านแทน เจ๋งสุดๆ
ขอบคุณที่รวบรวมบทความดีๆ มาให้อ่านได้ทุกวัน
Epsie
Tuesday, June 13, 2006
ค่ายลูกแม่ไทรจิตใจงาม
กบน้อยเคโระ เคโระ
ตะลึ่ง ตึ่งโป๊ะ
เคโระ แดนซ์กระจาย
โยกย้าย ทั้งซ้าย และขวา
โยกย้าย ทั้งซ้าย และขวา
มาซิมา โป๊ะ ตึ่ง โป๊ะ ตึ่ง โป๊ะ ตึ่ง โป๊ะ (ซ้ำ)
ตึ่ง ตึ่ง โป๊ง โป๊ง ตึ่ง
ตึ่ง ตึ่ง โป๊ง โป๊ง ตึ่ง
โป๊ง มะ โล๊ง มะ โล๊ง มะ โล๊ง โป๊ง ตึ่ง
ปีนี้เพลง 'กบน้อย' เป็นเพลงฮิตประจำค่ายลูกแม่ไทรจิตใจงาม ค่ายต้อนรับน้องใหม่ที่มหาวิทยาลัยจัดขึ้นทุกปีนับถึงปัจจุบันเป็นปีที่ 9
รุ่นละสองวันหนึ่งคืนทั้งหมด 4 รุ่นรุ่นละเกือบสองพันคน ที่เข้ามาเป็นน้องใหม่ให้พวกเราได้ดูแลและสร้างความประทับใจ
มหาลัยเป็นเจ้าภาพในการจัดค่ายรับน้อง โดยคณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และพี่ๆ นักศึกษา และเป็นกิจกรรมบังคับที่นักศึกษาทุกคนต้องผ่าน
ถ้าปีที่เข้าเป็นนักศึกษาน้องใหม่ไม่เข้าค่าย ลาค่าย ด้วยเหตุผลใด ๆ ภายใน 4 ปี ก่อนจบก็จะต้องกลับมาเข้าค่าย 1 ครั้ง
งานนี้ใช้ทีมงานกว่า 400 ชีวิต บางส่วนรับผิดชอบตลอดสี่ค่าย บางส่วนสลับผลัดเปลี่ยนกันเข้ามา
มีตั้งแต่ฝ่ายสวัสดิการดูแลอาหารว่าง อาหารหลัก น้ำ
ฝ่ายรปภ.ที่ดูแลการเข้าออกของคนที่เข้ามาร่วมค่ายและคนที่เข้าออกมหาวิทยาลัย
ฝ่ายพยาบาล
ฝ่ายระเบียบวินัยงานค่าย
ฝ่ายประสานงานกลาง
ฝ่ายพิธีการ
ฝ่ายเวทีกลางที่สร้างความสนุกสนานตลอดช่วงเวลาที่น้องๆ เข้ามาอยู่ในหอประชุม
ฝ่ายพี่เลี้ยงและอาจารย์พี่เลี้ยง
ฝ่ายช่างภาพ ทั้งภาพนิ่ง ภาพวีดีโอ ที่คอยเก็บภาพตลอดงานเพื่อทำ Hot Shot มาฉายกันวันต่อวัน
ฯลฯ
เราได้เข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของค่ายนี้เป็นครั้งที่สองในฐานะอาจารย์พี่เลี้ยง
หนึ่งค่ายแบ่งเป็น 10 ยูนิต
1 ยูนิตจะมีอาจารย์พี่เลี้ยงดูแล 2 คน Head Staff 1 คน และพี่เลี้ยง 12 คน
และใน 1 ยูนิตจะแบ่งเป็น 6 G (group)
กว่าจะได้อยู่ในทีมพี่เลี้ยง อาจารย์ เจ้าหน้าที่และสโมสรนักศึกษาปีก่อนหน้า และปีที่กำลังจะเข้ารับตำแหน่งต้องไปอบรมผู้นำกิจกรรมร่วมกัน และมีการเก็บคะแนนโดยแมวมองจากกองกิจการนักศึกษา ว่าใครจะผ่านการคัดเลือกเข้ามาร่วมกิจกรรมนี้ และเข้าไปมีส่วนร่วมที่ส่วนงานใด
หลักจากผ่านการคัดเลือกเบื้องต้นแล้ว ตัวเองก็ต้องมาร่วมกิจกรรมเก็บตัวกับน้อง ๆ อาสาสมัครที่สมัครเข้ามาเป็นพี่เลี้ยงในงานนี้ ประมาณว่าเป็นแมวมอง หา Head Staff ให้ได้ 10 อรหันต์ที่จะทำหน้าที่อันยิ่งใหญ่ในการนำลูกทีมสร้างความสนุกสนานให้กับน้องๆ และมีความสามารถในการตัดสินใจเมื่อเผชิญปัญหาเฉพาะหน้าได้ด้วย รวมทั้งต้องให้คะแนนเพื่อคัดเลือกและคัดออกสำหรับคนที่จะมาเป็นพี่เลี้ยง แบ่งคะแนนเป็นลำดับเพื่อให้การจัดกลุ่มพี่เลี้ยงในแต่ละยูนิตได้พี่เลี้ยงที่มีฝีมือเข้าตาเฉลี่ยๆ กันไป
ความร่วมมือร่วมใจจากทุกๆ ฝ่ายในมหาวิทยาลัย ตั้งแต่แม่บ้าน คนสวน รปภ. เจ้าหน้าที่ทุกฝ่าย อาจารย์ทุกคณะ สโมสรนักศึกษา คณะกรรมการนักศึกษาทุกคณะ และอาสาสมัครจากทุกคณะ ทำให้เกิดงานนี้ขึ้นมาได้
ครั้งหนึ่งในชีวิตภายใต้รั้วมหาวิทยาลัยเอกชน ใครจะคาดคิดว่ามีการรับน้องอย่างอบอุ่นไม่แพ้การรับน้องจากพี่ที่อยู่ในมหาวิทยาลัยรัฐบาล
และยิ่งไปกว่านั้น ทั้งหมดจัดโดยมหาวิทยาลัยและบุคคลากรภายใน
ความศักดิ์สิทธิ์ของพิธีบายศรีสู่ขวัญจากอาจารย์ในคณะ รุ่นพี่ปัจจุบันและศิษย์เก่า ทำให้ใครหลายคนหลั่งน้ำตาด้วยความอบอุ่น
ความสนุกสนานที่เกิดจากความพยายามเล่นเกมส์โดยทีมเวทีกลางและพี่ๆ ประจำยูนิตเพื่อละลายพฤติกรรม จนทำให้น้องๆ ฮึดสู้ลุกขึ้นมาเต้นท่าประหลาดๆ เพื่อบูมยูนิตแสดงสปิริตแข่งกับยูนิตอื่นแบบลืมเขิน จากที่ไม่รู้จักใคร กลายเป็นว่าได้เพื่อนอีกหลายคนที่ร่วมทำกิจกรรม ร่วมหัวเราะ ร่วมกันทำท่าแปลกๆ ร่วมกันออกกำลังกาย ฯลฯ ได้รุ่นพี่จากคณะตัวเองและต่างคณะที่เป็นพี่ประจำ G ประจำยูนิต ได้รู้จักอาจารย์คณะตัวเองและต่างคณะที่อยู่ในยูนิต จากการปฐมนิเทศของคณะ และพิธีการบายศรีสู่ขวัญ
ตลอดช่วงเวลาที่อยู่ค่าย มีแต่รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ ถึงแม้ว่าเราจะเหนื่อยกันมากเพราะกิจกรรมในแต่ละวันเริ่มที่ 6.30 น. และเสร็จส่งน้องเข้านอนพร้อมกับเช็คชื่อส่งคืนส่วนกลางจบลงที่เที่ยงคืน แต่ความอิ่มใจที่ได้เห็นน้องๆ หัวเราะ ขำกับเกมส์ที่พวกเราขอความร่วมมือให้เล่น เห็นน้องๆ ยักย้ายส่ายสะโพกไปกับพี่ๆ เพราะสนุกไปด้วย (บิลด์ขึ้น)
จนถึงวันปิดค่ายเราได้เห็นทั้งพี่เลี้ยงและน้องที่มาอยู่กับเราสองวันหนึ่งคืนเสียน้ำตา อย่าให้เล่าบรรยากาศวันสุดท้ายของค่ายรุ่นที่สี่ ต่อมน้ำตาแตกกระจาย ไอ้ที่เห็นฮาๆ มา แปดวัน วันสุดท้ายสะอื้นจนต้องดึงเข้ามากอด
มีน้องปีหนึ่ง(น้องในยูนิตที่เราดูแลเอง -น้องคนนี้ให้ความร่วมมือดีมาก เต้นได้น่ารักมาก ออกมายืนข้างหน้ากับพี่ๆ เลย แต่เต้นมากไม่ได้เพราะเหนื่อยง่าย แถมความน่ารักระดับเป็นดาวจนช่างภาพของสโมมาขอถ่ายรูปเก็บไว้)ลุกขึ้นมาเปิดใจก่อนปิดค่ายว่าเค้าป่วยเป็นเนื้องอกในสมอง ไม่ได้ไปโรงเรียนช่วงม.1 และ ม.3 เพราะอยู่โรงพยาบาล หมอต้องการให้เค้าผ่าตัดอีกครั้ง แต่เค้าไม่ยอม นี่เป็นครั้งแรกที่เค้าได้มาอยู่ค่าย มานอนที่อื่นที่ไม่ใช่บ้านและโรงพยาบาล ตื่นเต้นมาก เก็บกระเป๋าล่วงหน้าหนึ่งเดือน เค้าสนุกมาก มีความสุขมาก เค้าขอบคุณที่ทำให้เค้ามีความทรงจำดีๆ เกี่ยวกับชีวิตมหาวิทยาลัย เพราะเค้าไม่แน่ใจว่าจะมีชีวิตถึงวันไหน...
ส่วนน้องอีกคนก็เป็นมะเร็งในลำไส้ แต่อยากร่วมกิจกรรม เลื่อนการผ่าตัดออกไปหนึ่งสัปดาห์เพื่อจะมาค่ายนี้ ปวดท้องมาก พี่ๆ พาน้องไปส่งโรงพยาบาล พอรู้ว่าน้องเลื่อนการผ่าตัดเพื่องานนี้ ก็ได้แต่อึ้งไป กลัวลูกเค้าเป็นอะไรไป แต่น้อง ที่บ้าน และคุณหมอโอเค บอกว่ายังไม่ต้องผ่าวันนี้ได้ น้องตื่นขึ้นมาก็ขอให้พาไปดูเพื่อนทำกิจกรรม ไม่ได้ร่วมกิจกรรมขอนั่งดูก็ยังดี
พี่เลี้ยงที่ถือไมค์เล่าในห้องประชุมก่อนปิดค่ายร้องไห้ตั้งแต่ลุกขึ้นยืน และคงไม่ต้องเล่าต่อว่าพวกเราเสียน้ำตากับเรื่องนี้หรือเปล่า
นักศึกษาปีสี่ที่จบแล้วตั้งแต่เดือนมีนาคม ส่วนใหญ่คือสโมสรนักศึกษารุ่นที่เพิ่งหมดวาระเข้ามาทำหน้าที่อยู่ในส่วนของเวทีกลาง ไม่ยอมไปทำงาน ขอเริ่มงานหลังจากจบค่ายทั้งๆ ที่บริษัทโทรมาเรียกตัว เป็นอย่างนี้ทุกรุ่น
ได้เห็นพัฒนาการของเด็กๆ แล้วก็ได้แต่ปลื้มใจ
บางคนเราจำได้จากค่ายที่เค้าเข้ามาเป็นปีหนึ่ง เพราะเค้าโดดเด่น ให้ความร่วมมือมาก สนุกสนาน และลุกออกมาเต้นได้น่ารักน่าชัง
ปีนี้เค้ามาเป็นพี่เลี้ยงเพราะอยากให้น้องได้สนุก ประทับใจ อย่างที่เค้าได้รับจากรุ่นพี่
กับน้องบางคนเห็นตั้งแต่เค้าเป็นพี่เลี้ยง จนปีต่อมาเค้าได้เป็น Head Staff และปีนี้เค้าอยู่เวทีกลาง ฝีไม้ลายมือในการสร้างความสนุกสนานให้คนทั้งหอประชุม อยู่ในระดับ A plus
ภาพที่เห็นจนชินตาคือภาพที่น้องๆ ลุกขึ้นมาเต้นตามเพลงน่ารักๆ พร้อมท่าประกอบ อย่างเพลงกบน้อย
การบูมยูนิตส่วนใหญ่จะเป็นการคิดแก๊กเริ่มต้น และการเชื่อมต่อเพลงต่างๆ ให้เป็นเมดเลย์ พร้อมทั้งลีลาการจบแบบหักมุม
ยูนิตละประมาณห้าเพลงต่อหนึ่งบูม ค่ายละ 10 ยูนิต ทั้งหมด 4 ค่าย
ไม่รู้เหมือนกันว่าไปเอาเพลงมาจากไหนเยอะแยะ ก็มีซ้ำกันบ้าง บางเพลงก็ต่อเติม ดัดแปลง แต่งเพลงใหม่
แถมยังมีการแต่งเพลงแก้กันไปแก้กันมา ให้ฮาครืนกันเป็นระยะๆ
จากกบน้อย ก็กลายเป็น เขียด อึ่ง คิตตี้ และกบน้อยโดนแกล้ง
จากสบู่ตราลูกเป็ด แก้เป็น สบู่ตราลูกไก่
รถตู้ แท๊กซี่
ลูกเป็ดคอมโบ : ลูกเป็นอาบน้ำฝักบัว ลูกเป็ดไปเที่ยวซอยสี่ ลูกเป็ดหลับฝันดี
ฯลฯ
ปีนี้มีแดจังกึม กับหมดโฮชุนด้วย เอากับเค้าซิ่
ยืนเต้นไม่ได้เพราะยูอื่นบูม พี่ๆ ก็นั่งเต้นทำท่าตามเฉพาะท่อนบน ร่าเริ่งกันสุดฤทธิ์จนน้องๆ แซวว่าคนที่สนุกที่สุดในค่ายคือพี่เลี้ยง
หลังจากเสร็จค่ายเราจะให้น้องๆ ลอดซุ้มประแป้งออกมาเจอพี่ๆ ที่เต้นเพลงเมดเลย์เป็นขบวนยาวเหยียด
เมดเลย์นี่อยู่ในระดับกว่าห้าสิบเพลง เต้นไปเรื่อยๆ จนกว่าน้องจะลอดซุ้มหมด
น้องหมดแล้วพี่ๆ ก็ยังไม่เลิกเต้น วิ่งไปรวมกันที่สนามบาสเต้นกันต่อ เด็กบางคนก็เข้ามาร่วมแจมแบบว่าปล่อยกลับบ้านแล้วแต่ยังสนุกอยู่
คุณพ่อคุณแม่ที่มารับน้องๆ กลับบ้านก็จะมายืนดูเด็กๆ เต้นส่งน้องลอดซุ้ม ไม่รู้เหมือนกันว่าท่านจะรู้สึกอย่างไรที่เห็นพวกเราเต้นท่าบ้าๆ บอๆ กันอย่างไม่ลืมหูลืมตา แต่เราก็แอบเห็นผู้ปกครองส่วนใหญ่ยิ้มๆ ค่อยโล่งใจหน่อย
ไม่อยากจะโม้เลยว่าป้าepsie เคยเต้นกับน้องๆ ไม่เลิกไม่ราตลอดสี่ค่าย แต่มาปีนี้สังขารไม่ค่อยอำนวยกับกลัวกล้อง ก็เลยแอบวิ่งไปอยู่ในขบวนเฉพาะตอนที่เค้าเริ่มร้องว่า
แจว มาแจวจ้ำจึก น้ำนิ่งไหลลึก นึกถึงคนแจว
แจวเรือไปซื้อกระดาษ
ของเชิญเศรษฐศาสตร์ลุกขึ้นมาแจว
ปล.โพสต์คลิปวีดีโอไม่เป็น ไม่งั้นจะให้ดูว่ากบน้อยเต้นยังไง
Saturday, May 20, 2006
ปรัชญาผ้าขี้ริ้วและคำถามจากแม่
เสน่ห์ของคนอยู่ที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข
ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้ม
ผ้าขี้ริ้วดูดซับความสกปรกได้
เสน่ห์ของคนอยู่ที่รู้ตัวเองว่าสกปรก ถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว
ผ้าขี้ริ้วเป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน
เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด
เป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง
ผ้าขี้ริ้วถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้
เหมือนคนที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า
ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า
ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น
ผ้าขี้ริ้วไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร
เหมือนคนที่ยอมตัวอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น
รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน
คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน
ผ้าขี้ริ้วยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด
เหมือนคนที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ
แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการ
เหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคม
ดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตน
และยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการมากกว่าเข้าไปบริหาร
ผ้าขี้ริ้วพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด
เหมือนคนควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลัง ความสำเร็จของคนอื่น
ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน
ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น
มีมากที่ผู้น้อยบางคน ทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น
ผ้าขี้ริ้วทนทานต่อการขัดถูซักล้างไม่เปราะบาง
เหมือนคนที่มีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา
เพื่อให้สำเร็จ ประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย
คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน
ผ้าขี้ริ้วแม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่
เหมือนคนที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกึนปรามาสสบประมาท
ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไร
มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า
ผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก
ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก
ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย
ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต
อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง
..................
แม่ของผมเคยถามผมว่า ส่วนไหนของร่างกายที่สำคัญที่สุด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ผมได้ทายสิ่งที่ผมคิดว่ามันเป็นคำตอบที่ถูก
เมื่อตอนผมยังเป็นเด็กเล็ก
ดังนั้น ผมจึงบอกแม่ว่า "มันคือ หู ผมไง"
แต่แม่บอกว่า "ไม่ใช่จ้ะ คนจำนวนมาก หูหนวก แต่ก็ยังอยู่ได้"
ลูกลองคิดดูไปก่อนนะ แล้วเร็วๆ นี้แม่จะถามลูกใหม่
หลายปีผ่านไปก่อนที่ แม่จะถามผมเรื่องนี้อีกครั้ง
ตั้งแต่ที่ผมทายผิดครั้งแรก ผมก็พยายามครุ่นคิดหาคำตอบที่ถูกต้องตลอดมา
และในตอนนี้ผมบอกกับแม่ว่า "การมองเห็น สำคัญมากสำหรับทุกๆ
แม่มองมาที่ผม และบอกกับผมว่า
อึ้งไปอีกครั้ง แต่ผมก็ยังคงพยายามค้นคว้า หาความรู้ต่อมาอีกหลายปี
และแม่ก็ยังคงถามผมอีก หลายครั้ง และทุกครั้ง คำตอบของแม่ก็คือ
จนเมื่อปีที่แล้ว ปู่ของผมตายลง ทุกคนในบ้านเศร้าใจกันมาก ทุกคนร้องไห้
แม้แต่พ่อของผมก็ร้องด้วย ผมจำได้ดีเพราะว่ามันเป็นเพียงครั้งที่สอง
ที่ผมเห็นพ่อร้องไห้ แม่มองมาที่ผม
แล้วแม่ก็ถามผมว่า "ลูกรู้หรือยังส่วนไหนของร่างกายเราสำคัญที่สุดลูกรัก"
ผมรู้สึกงุนงง ที่แม่ถามผมตอนนี้ ผมคิดตลอดมาว่าคำถามนี้เป็นเกมส์
ระหว่างผมกับแม่ แม่มองเห็นสีหน้ามึนของผม
มันแสดงให้เห็นความจริง ในชีวิตของเรา
สำหรับอวัยวะต่างๆที่ลูกเคยบอกกับแม่ว่าสำคัญ ในอดีตที่ผ่านมา
และแม่ได้บอกกับลูกว่า มันผิดมาตลอด
พร้อมกันนั้นแม่ก็ได้ยกตัวอย่างให้ลูกฟังว่าทำไมมันถึงผิด
แต่ว่าวันนี้เป็นวันที่ลูกจะได้เรียนบทเรียนที่สำคัญที่สุด
แม่ ก้มลงมองมาที่ผม
ด้วยความรู้สึกลึกซึ้งอย่างที่แม่คนหนึ่งจะทำได้
ผมเห็นตาแม่เอ่อด้วยน้ำตา และแม่ก็พูดว่า
ผมถามแม่ว่า "เป็นเพราะว่ามันคอยรองรับหัวของเราไว้ ใช่มั้ยครับ"
แม่ตอบว่า
คนเราทุกคนต้องการบ่าใครซักคนไว้คอยซบยามร้องให้
ลูกรัก แม่เพียงแต่หวังว่า
ลูกจะมีเพื่อนและคนรักที่จะมีบ่าพร้อมที่จะให้ลูกซบตอนร้องไห้
ยามเมื่อลูกต้องการตรงนั้นเองที่ผมได้รู้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดของร่างกายเรา
คือการไม่เห็นแก่ตัว และมันคือความรู้สึกร่วมรับรู้กับความเจ็บปวดของคนอื่น
คนเราอาจจะลืม สิ่งที่คุณพูด.......
คนเราอาจจะลืมสิ่งทีคุณทำ.........
แต่ไม่มีใครลืม สิ่งที่ทำให้เค้า "รู้สึก" ได้......
ต้นฉบับของจม.ฉบับนี้มาจาก ไหนไม่ทราบ
เพื่อนที่ดีก็เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า....
คุณไม่ได้เห็นมันตลอดเวลาหรอก
แต่คุณรู้ว่า พวกเค้าอยู่ที่ตรงนั้นกับคุณ ตลอดเวลา
.....................
บางครั้งเสียเวลาซักสองสามนาทีอ่าน fw mail ที่ได้จากเพื่อน
ก็ได้ข้อคิดดีๆ ไม่น้อย
ขอบคุณที่ยังคิดถึงกันอยู่
และเราก็รู้ว่าถึงเราจะไม่ได้อยู่ใกล้ชิดกันเหมือนเก่า
แต่เราก็ยังเป็นเพื่อนที่ปันสุขเฉลี่ยทุกข์กันตลอดเวลา
'ขอบคุณ' เพื่อนทุกคนที่เป็นเืพื่อนที่ดีต่อกันตั้งแต่วันเริ่มต้นรู้จักจนถึงวันนี้ไม่มีเปลี่ยนแปลง
Tuesday, May 16, 2006
ECON UTCC Symposium on May 26,2006
เอกสารประกอบการสัมมนา Macro Model วันที่ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา (ที่เคยโพสต์ไว้เมื่อสองตอนก่อน)
สามารถดาวน์โหลด เปเปอร์ที่แจกในงานและ presentation ได้ที่นี่
และด้านล่าง Symposium ประจำปี
สัมมนาวิชาการคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วันศุกร์ที่ 26 พฤษภาคม 2549 เวลา 8.30 – 16.30 น.
ณ ห้อง Grand Hall 2 โรงแรม Rama Gardens ถนนวิภาวดีรังสิต กรุงเทพฯ
8:30 – 9:00 น.
ลงทะเบียน
9:00 – 9:15 น.
พิธีเปิดการสัมมนา
คณบดีกล่าวรายงาน
อธิการบดีกล่าวเปิดงาน
9:15 – 10:00 น.
“หวยใต้ดิน – หวยบนดิน: พฤติกรรมการบริโภคของไทย”
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วิจารณ์บทความโดย
ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.ธันวา จิตต์สงวน
รองอธิการบดีฝ่ายการต่างประเทศ
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
10:00 – 10:45 น.
“การประเมินผลกระทบโครงการขนาดใหญ่ของภาครัฐ (Mega Projects) :
นัยที่มีต่อภาคอุตสาหกรรมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) และเศรษฐกิจไทย”
โดย ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วิจารณ์บทความโดย
ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์
ผู้อำนวยการส่วนนโยบายเงินทุนเคลื่อนย้ายระหว่างประเทศ
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
10:45 – 11:30 น.
“การสำรวจทัศนคติของประชาชนเพื่อการพัฒนานโยบายสาธารณะที่ดี การออม การจัดสวัสดิการ และการเกื้อกูลกันโดยภาคประชาชน”
ศาสตราจารย์ ดร.ดิเรก ปัทมสิริวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
วิจารณ์บทความโดย
รองศาสตราจารย์ ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
11.30 – 13.00 น. รับประทานอาหารกลางวัน
13:00 – 13:45 น.
“เหนือ กลาง อีสาน ใต้: ศักยภาพทางเศรษฐกิจของใครเด่นสุด?”
โดย ดร.ธนวรรธน์ พลวิชัย
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์
ผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วิจารณ์บทความโดย
ดร.ปรเมธี วิมลศิริ
ที่ปรึกษาด้านนโยบายและแผนงาน
สำนักงานพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
13:45 – 14:30 น.
“มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด: ปฎิบัติการของสหรัฐอเมริกาต่อสินค้าไทย”
โดย ดร.พนารัช ปรีดากรณ์
รองคณบดีฝ่ายวิชาการ คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วิจารณ์บทความโดย
คุณกรกฎ ผดุงจิตต์
กรรมการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย
ผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการตอบโต้การทุ่มตลาดและอุดหนุน กระทรวงพาณิชย์
14:30 – 15:15 น.
“Extended Generalized Purchasing Power Parity and Optimal Currency Area in East Asian Countries”
โดย ดร.ภูมิฐาน รังคกูลนุวัฒน์
อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วิจารณ์บทความโดย
ดร.ไชยพัฒน์ พูนพัฒน์พิบูล
เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย
15:15 – 16:30 น.
“การประเมินต้นทุนสวัสดิการสังคม (Welfare Cost) ของเงินเฟ้อ : กรณีศึกษาของประเทศไทย”
โดย รองศาสตราจารย์ ดร.วิมุต วานิชเจริญธรรม
ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยมหาวิทยาลัยชิคาโก - มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
และผู้อำนวยการหลักสูตร Ph.D.- M.ECON
วิจารณ์บทความโดย
ดร.อัศวิน อาฮูยา
เศรษฐกรอาวุโส ธนาคารแห่งประเทศไทย
16:30 น.
ปิดการสัมมนา
หมายเหตุ 1.รับจำนวนจำกัด
2.ไม่เสียค่าใช้จ่าย
รายละเอียดเพิ่มเติมและสำรองที่นั่งได้ที่
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
Home Page: http://econ.utcc.ac.th
โทรศัพท์ 02-697-6302-5 โทรสาร 02-277-4359
Saturday, May 13, 2006
สันโดษ...เคล็ดลับของความสุข
เวลามีตะกอนในใจ หรือความรู้สึกที่มันเหวี่ยงออกจากทางสายกลางมากๆ ก็ต้องหาทางจัดการกับสภาพจิตใจ
วิธีที่ข้าพเจ้าใช้บ่อยๆ คือพยายามระลึกถึงคำสอนทางศาสนา 'ปล่อยวาง'
แต่ถ้าอยู่คนเดียวแล้วยังไม่สามารถขจัดความรู้สึกที่แบกอยู่จนเป็นทุกข์สาหัสได้
ก็จะไปวัด
ไปนั่งสมาธิ ฟังเทศน์ สนทนาธรรมกับหลวงพ่อ
....
วันหยุดเนื่องในวันพืชมงคล วันวิสาขบูชาที่ผ่านมานี้ ข้าพเจ้าตัดสินใจไป วัดป่าสุนันทวราราม จ.กาญจนบุรี
ไปฟังธรรมจากหลวงพ่อมิตซูโอะ คเวสโก
หลวงพ่อเป็นชาวญี่ปุี่นที่ออกเดินทางจากประเทศบ้านเกิดตอนอายุ 20 ปี
เพื่อค้นหาความหมายของชีวิตโดยคิดว่าการเิดินทางจะเป็นเครื่องมือในการช่วยค้นหาคำตอบนั้น
หลังจากเดินทางท่องเที่ยวและทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยการรับจ้างทำงานในประเทศต่างๆ จนถึงประเทศอินเดีย ท่านจึงเริ่มมีความสนใจในคำสอนของพุทธศาสนา จากนั้นก็เดินทางมาที่ประเทศไทย บวชเป็นพระที่วัดเบจมบพิตร ประมาณ 3 เดือน จากนั้นได้เดินทางไปจำพรรษาที่วัดหนองป่าพง จ.อุบลราชธานี และเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อชา สุภัทโท
ช่วยบุกเบิกวัดป่านานาชาติ และปัจจุบันท่านเป็นเจ้าอาวาสของวัดป่าสุนันทวราราม วัดสาขาที่ 117 ของวัดหนองป่าพง ซึ่งได้รับการบริจาคที่ดินกว่า 1000 ไร่ จากคุณยายสุนัน (ปัจจุบันคุณยายอายุ 85 ปี ถ้าไปวัดช่วงวัดสำคัญทางศาสนาจะได้พบคุณยายทุกครั้ง) ผู้เลื่อมใสในคำสอนของหลวงพ่อชา ให้สร้างวัดในพื้นที่นี้และทำเป็นเขตอนุรักษ์พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ (เนื่องจากพื้นที่วัดครอบคลุมพื้นที่เขา และป่าที่ยังคงอุดมสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันได้รับการดูแลอย่างดี)
...
ก่อนเข้าวัดก็ตัดสินใจแวะโรงเรียนวัดใหม่ดงสัก แวะไปเยี่ยมครูรักษ์ กับครูจุ๋ม คนที่มีหัวใจเป็นครูอย่างแท้จริง
เดี๋ยวจะเล่าอีกทีเรื่องร.ร.และครูทั้งสองท่านนี้
เรื่องมันยาววววว (ติดไว้กี่เรื่องแล้วเนี่ย)
...
จากเดิมที่ว่าจะเล่ากิจกรรมที่ไปทำที่วัด
ขอเปลี่ยนเป็๋นสิ่งที่ได้จากวัดแทนละกัน
ไปนั่งสมาธิ เดินจงกลม เวียนเทียน ฟังธรรม จากหลวงพ่อ พระอาจารย์ และพระใหม่
สนุกสนานไม่เบื่อเลย การเทศน์ของพระที่นี่จะเล่าเนื้อหาธรรมที่ยากๆ ให้เข้าใจง่าย ยกตัวอย่างเป็นเหตุการณ์ทั่วไปที่เรามักจะเจอในชีวิตประจำวัน และก็มักจะเป็นเรื่องที่โดนใจโดยบังเอิญทุกทีซิ่น่า
ที่นี่จะมีช่วง Q & A ให้เขียนคำถามใส่กระดาษขึ้นมาถาม (หลวงพ่ออ่านภาษาไทยได้อ่ะ)
ช่วงนี้จะเป็นช่วงแห่งการรอคอยของข้าพเจ้าเลย เพราะจะเป็นอะไรที่ลุ้นว่าใครจะถามอะไรกันบ้าง
แล้วท่านจะตอบอย่างไร จะเชื่อมโยงกับหลักธรรมข้อไหน จะเอาทฤษฎีอะไรมาตอบ
แค่ที่ท่านสอนธรรมะด้วยภาษาไทยที่แตกฉาน จนอึ้งกิมกี่ไปแล้ว ท่านยังแตกฉานภาษบาลีด้วย บางครั้งก็อธิบาย 3 ภาษาเลย บาลี ไทย อังกฤษ เป็นที่ฮือฮามาก
เพราะบางครั้งท่านพูดภาษาไทยไม่ชัด กลัวว่าพวกเราจะเข้าใจผิดก็จะพูดศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยเพื่อยืนยันว่าท่านหมายความอย่างนี้นะ และมักจะต่อท้ายด้วยเสียงฮาครืนจากพวกเรา 555
....
ื้ท่านบอกให้เชื่อในการทำความดี ทำดีได้ดีแน่นอน เพียงแต่บางครั้งยังไม่เห็นผล ต้องเจอวิบากกรรมก่อน อย่าท้อใจในการทำความดี เราย่อมรู้ตัวกว่าใครว่าสิ่งที่เราทำอยู่นั้นคือความดี และในเบื้องต้นเราต้องซึ่อสัตย์ต่อการกระทำของตนเองว่าตั้งอยู่บนหลักคุณธรรม
ท่านบอกให้ปล่อยวาง ให้ละตัวกูของกู ให้มองความจริง พิจารณาด้วยใจที่เป็นกลาง และระลึกรู้เท่าทันความคิด ความรู้สึก ให้มีสติต่อสิ่งที่เกิดขึ้น
ท่านบอกอีกหลายอย่างในระหว่างการสอนแบบรวมๆ
ช่วงเวลาพัก เราได้เข้าไปกราบนมัสการท่านเป็นการส่วนตัว
ปรึกษาท่านหลายเรื่องทั้งเรื่องพาเด็ก ๆ เป็นหมู่คณะมาปฎิบัติที่นี่
และเรื่องที่ตัวเองแบกทุกข์อยู่
ท่านบอกให้คิดน้อยๆ คิดนิดเดียว อย่าฟุ้งซ่าน ให้คิด ให้มองเข้ามาในจิตใจตัวเอง พัฒนาจิตใจตัวเองให้ดีขึ้น อย่ากังวลกับสิ่งภายนอก อดีต อนาคต ให้อยู่กับปัจจุบัน ทำปัจจุบันให้ดีที่สุด แล้วผลลัพธ์ที่ออกมาจะดีเอง
ให้หมั่นนั่งสมาธิทุกวัน วันละ 20 นาทีเป็นอย่างน้อย ถ้าเป็นไปได้ก็ให้นั่งสมาธิให้เป็นเวลา เวลาเดียวกันทุกๆ วัน สมาธิจะเกิดง่ายกว่า ฝึกอานาปานสติ ระลึกรู้ลมหายใจ ฝึกสมาธิ ฝึกสติ แล้วจะดีขึ้น
ยังจำคำตอบได้หรือเปล่าที่เคยถามว่า 'คุณค่าของการมีชีวิตคืออะไร'
ถ้าจำได้แล้วยังสงสัยอะไรอีก ยังลังเลอะไรอีก ทำตามนั้นหรือเปล่า ทำได้หรือเปล่า
ทำเอาเราต้องกลับมานิ่งคิดทบทวนอีกพักใหญ่ ว่าเราได้เพิ่มคุณค่าของการมีชีวิตอยู่หรือยัง
...
ได้มีโอกาสฟังธรรมะมาราธอน ในคืนวันวิสาขบูชา
หลวงพ่อท่านให้พระบวชใหม่ขึ้นเทศน์ธรรมมาศแรก ว่ามีความรู้สึกอย่างไรตั้งแต่บวชที่นี่่
ฟังธรรมกันถึงเที่่ยงคืนครึ่ง สนุกมากกก ทั้งๆ ที่เพิ่งเทศน์กันเป็นครั้งแรก
พระที่นี่การศึกษาค่อนข้างสูง เป็นข้าราชการระดับสูงที่เออร์ลี่รีไทร์, จบวิศวะ ธรรมศาสตร์อินเตอร์, จบรัฐศาสตร์ จุฬา, จบปริญญาเอกวิศวะ พูดจาฉะฉาน มีการยกตัวอย่างเปรียบเทียบชัดเจน และค่อนข้างเป็นตัวของตัวเอง จนน่าเสียดายที่พระบางรูปลางานบวชแค่เพียง 45 วันซึ่งเหลือเวลาอีกไม่เท่าไหร่ ถ้าบวชต่ออาจจะเป็นพระนักเทศน์ประจำวัดที่ดังไปเลยก็ได้
ข้อคิดสำคัญที่ได้จากการฟังธรรมะมาราธอน
> เมื่อเกิตเหตุการณ์ใด ๆ กับเราจงใช '้ความเข้าใจ' ให้มากกว่า ความอดทน
> มนุษย์เราควรที่จะ 'เอาใจใส่' ต่อกันให้มากๆ เพราะมันหมายถึงการคิดถึงความรู้สึกคนอื่นด้วย ไม่ใช่แค่คิดถึงแต่ตัวเอง
> เราควรจะหาจุดสมดุลของการใช้ชีวิตให้กับตัวเอง ซึ่งจุดสมดุลของแต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่ก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาให้เจอ
...
จากนั้นก็อ่านหนังสือธรรมะของท่านเรื่อง 'สันโดษ...เคล็ดลับของความสุข'
เป็นหนังสือธรรมะ ภาพประกอบเป็นการ์ตูนสวยงาม เล่มเล็กๆ ที่เอาหลักธรรมมาอธิบายด้วยเรื่องเล่า เขียนภาพประกอบ และใช้เทคนิคการจัดฟอนท์ ให้เป็นกราฟฟิคสวยงามน่าอ่าน
สันโดษ แปลว่า ยินดี พอใจ อิ่มใจ สุขใจ กับของของตน กล่าวโดยย่อคือ ให้รู้จักพอ ให้รู้จักประมาณตน คือยินดีตามมี ยินดีตามได้ ยินดีตามควร(ควรแก่ฐานะ ควรแก่ความสามารถ ควรแก่ศีึลธรรม)
ในพุทธศาสนา ให้ใช้หลักอิทธิบาท 4 คู่กับสันโดษ เพื่อความสุขในชีวิต
ิิอิทธิบาท 4 คือ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา
ฉันทะ มีความพอใจในส่ิงที่ทำ
โดยเราควรตั้งเป้าหมายไว้
ตามความเหมาะสมกับฐานะ
และกำลังความสามารถของเรา
วิริยะ ความเพียรพยายามและตั้งใจทำสิ่งนั้น
จิตตะ ความเอาใจใส่ จิตใจจดจ่อกับสิ่งที่ทำอยู่
วิมังสา ปัญญาที่พิจารณาใคร่ครวญหาเหตุผล
เพื่อแก้ปัญยาหรือพัฒนาให้ดียิ่งขึ้น
อิทธิบาท 4 เป็นการสร้างเหตุที่ดีของการกระทำเพื่อให้ประสบความสำเร็จ
สันโดษ เป็นความยินดี พอใจในผลที่ได้รับ
เมื่อเราตั้งใจทำดีด้วยใจที่สงบ เราได้ทำเหตุที่ดีแล้ว ก็ต้องยอมรับผลด้วยใจที่สงบด้วยเหมือนกัน
สิ่งที่เรามักไม่สันโดษ มักแสวงหาอย่างไม่รู้จักพอ ไม่รู้จักประมาณ ได้แก่ อำนาจ ยศ ตำแหน่ง ทรัพย์สมบัติ กามคุณ 5 และอาหาร
อ่านแล้วก็นิ่งไปเลย ทำไมเวลามีปัญหาร้อยแปดพันเก้า ในยุคมิลเลเนียม คิดกลับไปหาสาเหตุแห่งทุกข์และวิธีการดับทุกข์ ก็จะเจอคำสอนของพระพุทธเจ้าที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ทุกทีไป
หลักธรรมที่ท่านค้นพบช่างคลาสสิคอะไรเช่นนี้่
ได้ฟังธรรม และอ่านหนังสือธรรมะเล่มบางๆ เล่มนี้ เราก็รู้สึก'คลิก' อะไรบางอย่างขึ้นมา สบายใจอย่างบอกไม่ถูก ไอ้ที่แบกไว้เต็มหัว วางลงไว้ที่วัดหมด
จากที่ตั้งใจว่าจะอยู่ถึงวันอาทิตย์ ข้าพเจ้าตัดสินใจขับรถกลับวันเสาร์แทน จะได้มีเวลาสำหรับตัวเองเพื่อพักผ่อนและเคลียร์งานเพิ่มอีก 1 วัน
ว่าแล้วก็ไปกราบลาหลวงพ่อ
ถ้ามีเวลาหนูจะมากราบนมัสการอีกนะคะ ขอบคุณมากๆ ค่ะ
Friday, April 28, 2006
Macro Model Conference, UTCC on May 4, 2006
ขอเชิญร่วมงานสัมมนาวิชาการ
เรื่อง “แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคของไทย: ความท้าทายและการพัฒนา”
โดย ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ
ร่วมกับ
คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
วันพฤหัสบดีที่ 4 พฤษภาคม 2549 เวลา 9.00 น. – 16.00 น.
ณ ห้องพิมานเมฆ แกรนด์ บอลรูม ชั้น 3 โรงแรม เดอะ แกรนด์ ถ.รัชดาภิเษก กรุงเทพฯ
09.00 – 09.30 น. ลงทะเบียนพร้อมรับเอกสารสัมมนา
09.30 – 09.45 น. กล่าวรายงานการสัมมนา
โดย ผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
09.45 – 10.00 น. กล่าวเปิดการสัมมนา
โดย รศ.ดร.จีรเดช อู่สวัสดิ์
อธิการบดี มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
10.00 – 10.30 น. ปาฐกถาพิเศษ “ประสบการณ์การใช้แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาคเพื่อการวางแผนเศรษฐกิจ”
โดย รศ.ดร.กิตติ ลิ่มสกุล
คณะเศรษฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
10.30 – 10.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
10.45 – 12.00 น. นำเสนอแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค
· “แบบจำลองการค้าระหว่างประเทศรายไตรมาสของไทย
(The Quarterly Trade Econometric Model of Thailand: QTEM)”
โดย ดร.อัทธ์ พิศาลวานิช
ผู้อำนวยการศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
· “แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค”
โดย ดร.เวทางค์ พ่วงทรัพย์
สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง
· “แบบจำลอง Macro Economic Model – ธนาคารแห่งประเทศไทย”
โดย ดร.อมรา ศรีพยัคฆ์
ธนาคารแห่งประเทศไทย
วิพากย์โดย ผู้ร่วมเสนอแบบจำลองทั้ง 3 หน่วยงาน
12.00 – 13.00 น. พักรับประทานอาหารกลางวัน
13.00 – 14.30 น. นำเสนอแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค
· “แบบจำลองเศรษฐศาสตร์มหภาค (ภาคเกษตร)”
โดย นางสาวสุภาพร บงสุนันท์
สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร
· “แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค: สำนักงานเศรษฐกิจอุตสาหกรรม”
โดย ดร.สมชาย หาญหิรัญ
สำนักเศรษฐกิจอุตสาหกรรม
วิพากย์โดย ผู้ร่วมเสนอแบบจำลอง
14.30 – 14.45 น. พักรับประทานอาหารว่าง
14.45 – 16.00 น. นำเสนอแบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค
· “แบบจำลองเศรษฐกิจมหภาค”
โดย ดร.สมชัย จิตสุชน
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
· “แบบจำลอง Current Quarterly Model (CQM)”
โดย น.ส.อานันท์ชนก สกนธวัฒน์
สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
วิพากย์โดย ผู้ร่วมเสนอแบบจำลอง
16.00 น. พิธีปิดการสัมมนา
โดย ผศ.ดร.เสาวณีย์ ไทยรุ่งโรจน์
คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
***************************************************************************
สำรองที่นั่งได้ที่ ศูนย์ศึกษาการค้าระหว่างประเทศ โทรศัพท์ 02-697-6348 และ 02-697-6353 โทรสาร 02-697-6347
หมายเหตุ ไม่เสียค่าใช้จ่ายใดๆ ทั้งสิ้น
Sunday, April 23, 2006
On Vacation ตอนที่ 1
เพิ่งกลับมาจากพักร้อนที่เกาะกูดค่ะ เริ่มต้นที่นี่เลย เมล์ที่เสี่ยส่งข้อมูลมา
Subj: ข้อมูลไปเที่ยวครับ
ใบกูด แชมเบล่า รีสอร์ท
Address : 43/8 Moo 2, Baan Klong Chao, Koh Kood, Trat, Thailand
เกาะกูด,เกาะที่อยู่ไกลที่สุดในท้องทะเลตราด มีขนาดใหญ่เป็นอันดับ 4 ของไทย และใหญ่เป็นอันดับ 2 ในตราดรองจากเกาะช้าง ครอบคลุมพื้นที่ 105 ตารางกิโลเมตร หรือ 65,625 ไร่
ใบกูด แชมเบล่า ตั้งอยู่บนฝั่งตะวันตกของเกาะกูด หาดคลองเจ้า ทอดยาวตามชายหาดตลอด 82 กิโลเมตรบนชายฝั่งเกาะกูด ท้องทะเลแห่งภาคตะวันออก
ใบกูด แชมเบล่า รีสอร์ท เป็นรีสอร์ทหรู สไตล์บูติค ด้านหน้ารีสอร์ทท่านจะได้พบกับน้ำทะเลใสสะอาด ตั้งอยู่ท่ามกลางสวนเมืองร้อน และแวดล้อมด้วยธรรมชาติ ที่นี่คุณจะสามารถมีโอกาสหลีกหนีจากความวุ่นวายในเมืองมาหาความสงบส่วนตัว
สถานะการดำเนินการ (กำหนดการเหมือนเดิมคือ 20-22 เมษายน 2549)
1. ขณะนี้ได้ทำการจองห้องพักแล้ว ชื่อปีกทราย 1 หลัง นอนได้ 4 คน เพิ่มเติมคนละ 600 บาท ซึ่งเป็นห้องที่ติดทะเลที่สุด (อ้างจากเจ้าหน้าที่รีสอร์ท) ในบรรดาห้องพักทั้งหมด เหตุที่เลือกที่นี่เพราะว่า เป็นที่ที่ค่อนข้างดีทัศนียภาพดี ไม่เถื่อนจนเกินไป ราคาสมเหตุสมผล (เมื่อเปรียเทียบกับรีสอร์ทในระดับเดียวกันในเกาะ) แต่มีจุดด้อยบ้างคือ ถึงแม้ว่ารีสอร์ทติดทะเล แต่เป็นทะเลหิน หาดทรายมีให้เล่นแต่ต้องเดินเท้าไปในกรณีน้ำลงหรือพายเรือไปในกรณีน้ำขึ้น (ดูรูปเอาเอง ผมก็งง???)
2. ตอนนี้จองไว้แล้วแต่ยังไม่แจ้งว่าจะไปแบบไปเองหรือซื้อแพคเกจ จึงได้ทำการเปรียบเทียบค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเพื่อให้ทุกท่านพิจารณาดังตารางด้านล่าง
(อัพตารางไม่เป็น ติดไว้ก่อนละกัน)
Remarks:
ไฟฟ้า : บริการ 24 ชั่วโมง และน้ำจืดตลอดวัน
เครื่องปรับอากาศและเครื่องทำน้ำอุ่นให้บริการ 5.00 pm. - 8.00 am.
สิ่งที่รวมในแพ็กเกจ
ค่าเรือไปกลับระหว่างตราดและเกาะกูด
สิ่งอำนวยความสะดวก
อาหาร 8 มื้อ., ฟรี เครื่องดื่ม, กาแฟ, โอวัลติน และชา
น้ำตก
ดำน้ำตื้นดูปะการัง
คายัค
ประกัน
ไม่อนุญาตให้นำอาหารสดและปรุงอาหารในรีสอร์ท
100 bath per pack of any self-carrying of drink requirement into the resort.
Peeksai House (บ้านที่จองไว้)
- บีชฟร้อน, เครื่องปรับอากาศ, ทีวีและระเบียงส่วนตัว
รายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.kohkood.com/kohkood_island.html
สิ่งที่ต้องการคือ
1. เห็นด้วยหรือไม่กับ resort ที่เสนอมา
2. ถ้าเห็นด้วย ควรเป็นแพคเกจหรือไม่
3. ถ้าไม่เห็นด้วย มีที่ไหนแนะนำบ้าง จะหาข้อมูลเพิ่มเติมให้
ช่วยแจ้งกลับด้วยทาง mail หรือโทรศัพท์ก็ได้ครับ
(ห้ามอ้างอิงไม่ว่ากรณีใดทั้งสิ้น)
.....
เมื่อทุกๆ คนในทริปโอเค (เนื่องจากเห็นข้อมูลและความอุตสาหะของคนจัดทริปแล้ว)
ก็จัดการเคลียร์งาน ลางาน และรอให้ถึงวันนัดหมาย ก่อนวันเดินทาง 3 วัน ก็มีจดหมายจากเสี่ยผู้ดำเนินการจัดทริปเมล์มา และ ถูก reply mail กลับด้วยข้าพเจ้าเอง
RE: เตรียมตัวกันได้แล้ว
-ใกล้วันเข้ามาทุกทีแล้ว ใครยังไม่ซักผ้าตัวโปรด ให้รีบซัก ใครยังไม่ซื้อครีม ให้รีบไปซื้อ (ขอใช้ด้วย)
ขอใส่เสื้อตัวใหม่ที่พี่ Awawaซื้อมาฝาก และขอความกรุณาทุกท่านพกไปด้วย ไว้ไปใส่พร้อมๆ กันวันที่อยู่ที่เกาะ โย่ !
วันนี้ลืมซื้อครีมหลอดใหม่ ใช้ที่มีอยู่ได้ป่ะ SPF 50 น่าจะโอ
-อยากให้ทุกคนเจอกันที่บ้านพี่Wiliam 30 ออก ตี5 ถึงโน่นเที่ยง (อย่าแปลกใจว่าทำไมโคตรนาน)
กะลังคิดอยู่ว่าจะไปนอนที่บ้านพี่Williamดีป่าว เพราะกลัวไม่ตื่น เดี๋ยวบอกอีกทีอ่ะ ถ่าไปขอดูหนังรอบดึกซักเรื่องได้มะ ไม่ได้ดูหนังนานแล้ว เรื่องล่าสุดจำไม่ได้อ่ะ
-เสื้อผ้าขอให้สีฉุดฉาดหน่อย เพราะตกลงกับEpsieว่าจะถ่ายรูปกันเยอะ อุตสาห์ไปทะเลทั้งที อย่าให้รูปออกมาจืด
เดี๋ยวเอาไปหลายๆ สีเผื่อสีซ้ำกะใครจะได้เปลี่ยน 555
-ผมเอาไพ่ไปด้วยตามคำเรียกร้อง
เล่นไม่เป็นง่ะ
-เบียร์พกไปจากบ้าน (เพราะเหลืออยู่เยอะ) ประมาณ 5 ขวด ถ้าท่านใดต้องการให้เพิ่มเติม โทรแจ้งด้วย
อยากกินสไปรท์ บ้านพี่มีป่าว พกไปเผื่อหน่อยจิ่ :)
-มีกล้องดิจิตอน กล้องฟิมล์ กล้องวีดีโอ ขาตั้งกล้อง (Epsieมึงหิ้วด้วยนะ)
บอกว่ากล้องฟิล์มไม่ต้องก็ได้ F80 นี่มันหนักกว่า EOS เยอะนะพี่ สงสารน้องมั่งดิ่ แค่ขาตั้งกล้องกะวีดีโอก็จะแย่แล้น
-จำนวนเงินที่ต้องใช้คือ 5650 สำหรับแพคเกจ 1500 ค่าน้ำมัน (คำนวณที่ลิตรละไม่เกิน 27 บาท)และอื่นๆ (อาหารทะเลที่ระยองขากลับ)กาแฟ ใครใคร่เตะจุ้ยกิน ออกเอง
ตกลงเป็น 5650+1500 = 7150 ใช่ป่าว รูดบัตรเครดิตชาร์ตป่าวเพ่
-ขากลับจะแวะที่ระยองกินอาหารทะเลกัน แวะซื้อกุ้งแห้ง ปลาเค็ม กะปิ และอื่นๆ
กิน ๆ อยากกินปูง่ะ
-ถึงบ้านประมาณ 3-4 ทุ่ม (เอาแน่เอานอนไม่ได้นะครับ)
โอเช
****มีกำหนดการแนบมาให้ดูด้วย เมื่อดูแล้วจะปรึกษากันต่อว่า จะต่อรองเพื่อไม่เอาโปรแกรมใดๆ หรือไม่เพื่อลดค่าใช้จ่าย
อยากกินปูง่ะ S-Beach อยู่ไกลมะ น้องข้าพเจ้ามันบอกว่าปูที่นั่นตัวโต๊โต น้ำจิ้มเด็ด อยากไปชิม (แหะ ๆ จะโดนตีนไม๊เนี่ย)
****Epsie พี่ดูที่ S-Beach แล้ว บ้านดูไม่ค่อยดี เลยตัดสินใจที่เดิม
ก็กะอยู่แล้ว เอาไงเอากันอ่ะพี่
****Honey อย่าเพิ่งเสียใจนะ เดี๋ยวกลับมา จะพาไปเที่ยว ดูโปรแกรมไปพลางๆ ก่อน
เอ่อ ทริปที่จะพาHoneyไปเนี่ย พวกเราที่ไปทริปนี้เกี่ยวป่าว หรือว่าไปกันสองต่อสอง วี๊วววว (^.^)
....
อันนี้มันเป็นเหตุการณ์ตอนเตรียมตัว ส่วนไปแล้วเป็นยังไง เดี๋ยวกลับมาอัพต่อ เริ่มง่วงอ่ะ
Saturday, April 15, 2006
สุขสันต์วันสงกรานต์ทั่วแคว้นแดนสยาม
สงกรานต์... ช่วงวันหยุดที่ข้าพเจ้ากลับมานอนแอ้งแม้งที่บ้าน อ่านหนังสือที่ซื้อมาจากงานสัปดาห์หนังสือ อยู่กับที่บ้านให้คุณนายแม่ทำกับข้าวให้กิน (แหะๆ ก็ทำเองไม่อร่อยเหมือนแม่อ่ะ)
สงกรานต์... เห็นเด็กๆ เค้าเล่นน้ำแล้วน่าสนุก แต่ป้าแก่ๆ อย่างเรา ไปตากแดดแรง ๆ เล่นน้ำคงไม่ไหว เห็นรถปิคอัพบรรทุกถังน้ำบ้าง โอ่งมังกรบ้าง ใส่น้ำพร้อมน้ำแข็ง และแก๊งค์เด็กวัยรุ่นไปจนถึงคนแก่หัวใจวัยซ่าขับรถเล่นสาดน้ำกันตลอดทางแล้วก็หวาดเสียวแทน ส่วนใหญ่แถวบ้านนอกที่เราอยู่เค้าก็จะขับรถไปเล่นที่วัด (น้ำฟรี บริการไม่อั้น) เฉพาะถนนเส้นนี้วัดก็น่าจะเกิน 10 วัด แต่ละวัดก็จัดงานไม่ตรงกันวันที่ 13 /14 /15 บ้าง บางส่วนก็ขับเลยออกไปเล่นน้ำที่ศาลากลางจังหวัดฉะเชิงเทรา (แปดริ้ว) หรือไม่ก็ไปกันถึงบางแสน พาเด็กๆ ไปเล่นน้ำทะเลด้วยเลย
นอกจากจะมีเหล่าบรรดารถปิคอัพบรรทุกคนไปเล่นน้ำแล้ว แก๊งค์มอเตอร์ไซค์ซิ่งก็ใช่หยอกขี่รถไปเล่นน้ำไป อันตรายพอๆ กัน แถมยังมีกลุ่มเด็ก ๆแต่ละบ้านที่ออกมาตั้งถังน้ำ กันหน้าบ้าน จับกลุ่มกันตลอดแนวถนน สาดน้ำรถที่วิ่งผ่านกันเป็นที่สนุกสนานตลอดสี่วัน
มีเล่นน้ำตามประสาเด็กแล้ว ที่วัดก็ยังมีจัดทำบุญช่วงเช้าและสรงน้ำพระเป็นประจำ แถมปีนี้วัดใกล้บ้านยังไปเชิญชวนคนเฒ่าคนแก่ให้ไปนั่งให้ลูกหลานรดน้ำดำหัวกันเป็นที่ชื่นใจ เด็กที่บ้านก็ได้แต่แซวป๊าว่า "เฮีย ที่วัดเค้าจัดงานให้ผู้สูงอายุน่ะ ไม่ไปเหรอ" ว่าแล้วคนถูกแซวก็รีบปฎิเสธว่าอายุยังไม่สูงมากนัก ถ้าขาดคนเดี๋ยวจะส่งอากงไปแทน 555
Monday, April 10, 2006
สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นด้วยตา
สัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักเราจัดงาน The 1st UTCC Annual International Conference on “Frontier Research in Economics"
ใครที่พลาดงานวันนนั้น สามารถดาวน์โหลดเปเปอร์ไปอ่านได้จาก
http://www.uc-utcc.org/conference/
พวกเราก็เลยมีโอกาสได้พา ว่าที่ดร.เศรษฐศาตร์ จากสำนักชิคาโก ไปทัวร์ตลาดน้ำดำเนินสะดวก อุทยานร.2 และปิดทริปด้วยการ ฝึกจับหอยหลอด เป็นที่สนุกสนาน
ออกเดินทางจากกทม. หกโมงเช้า ถึง ตลาดน้ำ แปดโมงกว่า ๆ ลงเรือพายลำละ 7 คน ล่องไปตามคลองของตลาดน้ำดำเนินสะดวก ครั้งแรก ค่ะครั้งแรก ข้าพเจ้าและสมาชิกในทริปไปที่นี่เป็นครั้งแรก ตื่นตาตื่นใจ มีผลไม้ ของกินที่ทำกันสดๆ บนเรือ ทั้งก๋วยเตี๋ยวและขนมไทย ผลไม้เยอะมาก ชมพู่ ส้มโอ ลิ้นจี่ มะพร้าว มะม่วง ซื้อมะม่วงกวนของโปรดมาด้วย อร่อยมาก ๆ ของที่ระลึก มีขายทั้งในเรือและร้านสองข้างทางตลอดแนวคลอง บางร้านก็คือเอาของมานั่งขายหน้าบ้านตรงท่าน้ำ
เราได้แวะซื้อก๋วยเตี๋ยวมาหม่ำบนเรือ ตามด้วยน้ำมะพร้าวสด ๆ ทานไปชมสองข้างทางไป ช่างมีความสุขซะนี่กระไร ทานเสร็จก็เอาชามกับช้อนไว้ในเรือได้เลย เสร็จแล้ว เรือกับคนขายเค้าจะจัดการไปคืนกันเอง เพราะเค้ารู้จักกันหมด พ่อค้าแม่ค้าที่นี่เป็นชาวบ้านแถวนั้นจริงๆ ที่เก็บของจากสวน หรือทำของกินมาขาย ไม่ใช่คนต่างถิ่นที่ซื้อของมาขาย
พายเรือไปถึงที่ดูการสาธิตการทำน้ำตาลสด น้ำตาลปึก ไปดูต้นตาลของจริงว่าเป็นยังไง ของที่ระลึกประเภทที่ทจากไม้เยอะแยะไปหมด
ของบางอย่างที่ขายเป็นของที่ระลึกให้ชาวต่างชาติ ดูๆ ไปก็รู้สึกว่ามันคล้ายๆ กันไปหมดทุกที่ ตอนค่ำ พาแก๊งค์นี้ไปทานอาหาร นวดน้ำมัน และเดินช๊อป ที่ถนนข้าวสาร เรารู้สึกว่าของที่ขายอยู่ ประเภทไม้ แกะสลัก เครื่องเงิน ผ้าไทยต่างๆ มันเหมือนกับเราสามารถซื้อที่ไหนก็ได้ ซื้อที่ตลาดน้ำ ถ.ข้าวสาร ถ.สีลม สวนลุมไนท์บาร์ซ่า สวนจตุจักร เชียงใหม่ไนท์บาร์ซ่า จน เหมือนกับมันไม่เหลือเสน่ห์ของความเป็น สินค้าที่จะสามารถซื้อได้เฉพาะที่เท่านั้น
เราเคยฉุกคิดเรื่องนี้มาหลายครั้ง แล้วมันก็หายไป เรื่องของความที่มันมีอะไรๆ เหมือนกันไปหมดทุกที่ ไปทางไหนก็มีเซเว่น มีสตาร์บัค มีแมคโดนัล และตอนนี้ไปทางไหนก็มีของที่ระลึกสำหรับนักท่องเที่ยวขายเหมือนๆ กันหมด
ก็คงจะเป็นข้อดีที่เราไม่ต้องไปไกลถึงแหล่งกำเนิดสินค้า สามารถซื้อของที่เราต้องการได้ในทุกๆ ที่ที่ไป แต่มันก็ได้อารมณ์ไปอีกแบบเวลาที่เข้าไปร้านขายของชำท้องถิ่น กินกาแฟแบบที่ชาวบ้านแถวนั้นเค้ากิน ซื้อของที่ระลึกที่ชาวบ้านที่นั่นทำเอง และไม่มีขายที่อื่น ว่ามะ
ความน่ารักของว่าที่ดร.เศรษฐศาสตร์ อยู่ที่เค้าตั้งคำถาม และพยายามหาคำตอบกับทุกๆ เรื่องที่เค้าพบเจอ ในงานสัมมนาเค้าถามคำถามกับทุกๆ เปเปอร์ เสร็จงานแล้ว ก็ยังไปยืนเขียนสมการที่กระดานดำ ถกเถียงสิ่งที่เค้าต้องการคำตอบกันอีก ระหว่างพาไปเที่ยวก็ถามคำถามสารพัด ด้วยความสนใจอยากรู้ว่าเมืองไทยเป็นยังไง คนไทยคิดยังไง ทำไมอันนี้เป็นอย่างนั้น ทำไมเรียกอย่างนี้ เวลาคุยกันก็ใช้คำอธิบายทางทฤษฎีศศ. มาอธิบายสิ่งที่เกิดขึ้น จนข้าพเจ้านั่งหัวเราะไม่หยุด
หวังว่าหลังจากเรียนจบแล้ว แต่ละคนจะยังคง บินกลับมา พรีเซนต์เปเปอร์ หรือมา เลคเชอร์ให้เราได้ทุกๆ ปี แวดวงวิชาการศศ.ไทยจะได้คึกคักขึ้น
.....
วันเสาร์ไปงานสัปดาห์หนังสือ ไปซื้อหนังสือที่ตั้งใจไว้ และหนังสือที่เจอแล้วก็อดซื้อไม่ได้ หลัง ๆ หนังสือในบ้านเราออกแบบรูปเล่มสวยงาม น่าอ่านขึ้นมาก เทคนิคการทำปกด้วยการยิงสปอร์ต (ทำตัวอักษรหรือภาพให้เป็นตัวนูน) ฮอตฮิตติดลมมาก หันไปทางไหนก็มีแต่ปกที่ทำแบบนี้
ที่อึ้งก็คือ เราซื้อหนังสือ 'สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา' หนึ่งในหนังสือชุด 'Dhamma talk' ที่ท่านอ. ว.วชิรเมธี พูดคุยกับคุณโตมร ศุขปรีชา และคุณวุฒิชัย กฤษณะประกรกิจ นอกจากทำปกแบบสปอร์ต ออกแบบสวย กระดาษน้ำตาล และทำเป็นซีรีส์ คือออกมาพร้อมกัน 3 เล่ม เล่มแรก ทุกข์กระทบ ธรรมกระเทือน พูดคุยกับอ.หมอพรทิพย์ โรจนสุนันท์ เล่มที่ 2 ตื่นรู้อยู่ด้วยรัก พูดคุยกับนางแบบ โอเด็ต และ เข็ม กฤตธีรา เล่ม 3 ก็คือ สิ่งสำคัญไม่อาจเห็นได้ด้วยตา พูดคุยกับบก.หนังสือ แต่เราเลือกซื้อมาเล่มเดียว (ที่ตัวเองดูจากหัวข้อในสารบัญแล้วสนใจ) จ่ายเงินในราคาลดจากหน้าปก แล้วคนขายก็ถามว่าจะรับ Wrist band สีอะไรครับ มีให้เลือกเป็นสายหนังสีดำ กับสีน้ำตาลเข้ม เราเลือกสีน้ำตาลเข้มมา เป็นสายหนังที่พิมพ์ว่า ทุกข์กระทบ ธรรมกระเทือน ว.วิชรเมธี อืมมมม เท่ไม่เบา ข้าพเจ้าก็เลยใส่ซะเลย 555
หนังสือเล่มอื่นๆ เดี๋ยวจะมาอัพเพิ่มแล้วกัน ตอนนี้นั่งเขียนบล็อกอยู่บ้านนอกคอกนา จำชื่อบ่ได้น่ะ
มาอัพต่อ...
ซื้อหนังสืออะไรมามั่งหว่า
'จินตนาการสำคัญกว่าวความรู้ Imagination is more important than knowledge'
หนังสือรวบรวมวาทะไอน์สไตน์ และเป็นสมุดโน๊ตในเล่ม เล้งมานานละ ได้ฤกษ์ซะที
'เด็กกำพร้าแห่งสรวงสวรรค์' โดย ภาณุ ตรัยเวช
หนังสือที่ตั้งใจว่าต้องซื้อมาอ่านให้ได้จากงานนี้ เดินตรงดิ่งไปที่บูทนานมี
พอถามถึงหนังสือเล่มล่าสุดของคุณภาณุ
คนขายรีบบอก เล่มนี้เข้ารอบหนังสือซีไรท์ด้วยนะคะ มีลุ้นค่ะ
ว้าววววว ไม่ธรรมดานะเนี่ย
รีบอ่านด่วน
'Word' โดย อ.วรากรณ์ สามโกเศศ
รวมรวมน้ำจิ้มอาหารสมอง ที่อ.เขียนประกอบคอลัมน์อาหารสมอง ในมติชนสุดสัปดาห์
มาเป็นแพ็คคู่กับสมุดโน๊ตเล่มเล็กน่าใช้ (จนไม่กล้าใช้)
ใส่กล่องอย่างดี เหมาะเป็นของขวัญของฝาก
'จาก Thaksinomics สู่ทักษิณาธิปไตย'โดย อ.รังสรรค์ ธนะพรพันธุ์
ภาค 1 การเมืองระบอบทักษิณ
ภาค 2 การบริหารราชการแผ่นดิน
ภาค 3 เศรษฐกิจระบอบทักษิณ
ไม่ซื้อไม่ได้ ทำไมเพิ่งเห็นหนังสือชุดนี้ไม่รู้ ตกยุคไปเกือบปี
'30 วัน เล่ม 2' โดยพี่ภิญโญ ไตรสุริยธรรมา
ยังไงก็ต้องซื้อ อ่านเล่ม 1 จนติดหนึบมาแล้ว เล่ม 2 คงสนุกแถมได้สาระไม่แพ้เล่มแรก
'เซนอย่างมูซาชิ บทรักของนักกลยุทธ์ '
และ '36 เพลงดาบสยบมาร จิตสำนึกแห่งทางเลือกในยุคทักษิณครองเมือง'
โดยอ.สุวินัย ภรณวิลัย
ตามอ่านมูซาชิมาสองเล่ม มีภาคต่อมาแล้วจะไม่ให้อ่านยังไงไหว
'To think well is good to think right is better'
คุณสฤณี อาชวานันทกุล เจ้าของบล็อกคนชายขอบพลังเหลือ ที่บอกเล่าเรื่องราวดีๆ และความรู้หลากหลายจนเป็นบล็อกท็อปฮิตที่ข้าพเจ้าปลีกตัวเข้าไปอ่านบ่อย ๆ มาพักหลังที่อุณหภูมิการเมืองคุกรุ่น บล็อกนี้เป็นบล็อกที่บอกเล่าเรื่องราวบรรยากาศการเคลื่อนไหวของกลุ่มพันธมิตรได้อย่างมีชีวิตชีวาที่สุดบล็อกหนึ่ง
จะอ่านหมดเมื่อไหร่เนี่ย epsie
Friday, April 07, 2006
ระวังโดนมันต้มกันทั้งประเทศ!!!!
..........โปรดอ่าน ผมเขียนเอง...........555555
---------This is the World.---------
เมล์จากเฮีย เจ้าเก่า
เหลี่ยมประกาศจะ ***"ไม่รับตำแหน่ง"*** หลังจากคราวนี้เปิดสภาได้
แทนที่ เหลี่ยม จะ ประกาศ ***"ลาออก"*** ณ ตอนนี้ เพื่อเปิดทางให้การเมืองเป็น
***ศูนย์อากาศ*** เพราะรัฐมนตรีทั้งคณะจะต้อง ***ไปพร้อมกัน***
เพื่อจะได้ใช้มาตรา 7 แห่งรัฐธรรมนูญ เพื่อขอนายกพระราชทาน มาทำการ
***ล้างบ้าน*** ให้สะอาด แต่หากใครได้ฟังเมื่อวานที่มันแถลงข่าว
ไอเหลี่ยมมันบอกว่า การใช้มาตรา 7 นั้น ***ไม่ใช่หนทางของประชาธิปไตย***
ก็ลองคิดกันเอาเองว่ามันเป็นเพียง ***ข้ออ้าง*** ที่จะไม่เอา
***นายกพระราชทาน*** เนื่องจาก
ประการที่ 1 บทบัญญัตินี้อยู่ในรัฐธรรมนูญ
ประการที่ 2 เคยมีการใช้นายกพระราชทานมาแล้ว เช่นนายกอานันท์
ประการที่ 3 เหลี่ยมมันกลัวคนกลางมา ***ตรวจสอบ*** ความเลวของมัน
การที่เหลี่ยมประกาศ ***"ไม่รับตำแหน่ง"***
จ้อทางหน้าจอทีวีเมื่อวานนี้หลังจากไป ***เข้าเฝ้าฯ*** เพราะมีเหตุผลทาง
***การเมือง*** แฝงอยู่ เนื่องจากไม่มีเหตุผลจำเป็นอะไรที่จะต้องไป
***เข้าเฝ้าฯ*** หลังจากเลือกตั้งเสร็จแล้วเพียง ***1 วัน*** แถมยัง
***ไม่ให้*** ผู้สื่อข่าว ถามคำถามหลังจากแถลงข่าว
ตกลงไม่รู้ว่ามันไปเข้าเฝ้าฯด้วยเรื่องอะไร ใช่เรื่องนี้หรือไม่???
เพราะไอหมอมิ้งเมื่อวาน มันยังมาบอกว่าเป็นการเข้าเฝ้าฯถวายรายงาน
***ตามปกติ*** แต่กลับมาแถลงข่าวใหญ่ และไม่มีความจำเป็นที่จะต้องไป
***กราบทูล*** เรื่องที่ตัวเองจะไม่รับตำแหน่งในครั้งต่อไป
มาดูเหตุผลเบื้องหลังจากเหตุการณ์เมื่อวานนี้ว่ามีเหตุผลอะไรบ้าง
ประการที่ 1 ***สร้างภาพ*** ให้ผู้คนเข้าใจว่า การไป ***เข้าเฝ้าฯ*** ครั้งนี้
เกี่ยงข้องกับการแถลงข่าวไม่รับตำแหน่ง
ประการที่ 2 ลดความร้อนแรง ของฝ่ายต่อต้าน บอกว่า ***กรูถอยแล้วนะมรึง***
ให้ฝ่ายต่อต้าน ***ขัดแย้งกันเอง*** เพราะจะต้องมีคนบอกว่า ก็เหลี่ยมมันถอยแล้ว
จะไปเอาอะไรกับมันอีก ลองสังเกตให้ดีว่า ***หลังแถลงข่าว***
มีอะไรเกิดขึ้น........... ***ยี้ห้อย*** เข้าไปกอดเหลี่ยม แล้ว ***ร้องไห้***
หลังจากนั้น ***น้ำตาท่วมจอทีวี*** ไปกอดอ้อ กอดลูก 3 คน.......... แล้วอ้อ กับ
ลูก 3 คน เป็นอะไร ทำไม ***ต้องไปทำเนียบฯ*** ไปแถลงข่าวด้วยกัน?????
มันไม่ใช่หน้าที่อะไรที่เกี่ยวกับ ***บ้านเมือง*** แต่พวกนั้นมีหน้าที่
***Build อารมณ์*** คนดูทีวี ว่าเหตุการณ์นี้มันช่าง ***เศร้า***
เสียนี่กระไร...... บอกให้ว่า ผมดูแล้ว ***ขำโครต*** 55555
ประการที่ 3 แทนที่จะลาออกเพื่อเปิดทางให้มีนายกพระราชทาน กลับมา
ไม่รับตำแหน่งทางการเมือง โดยจะวาง ***ทายาทอสูร*** ทางการเมือง มาเพื่อเป็น
***ร่างทรง*** ให้เหลี่ยม ซึ่งรายชื่อทั้งหมดมี 4
รายชื่อจากรายการกรองสถาณการณ์เมื่อวันจันทร์ คือ 1.นายโภคิน พลกุล, 2.นายสมคิด
จาตุศรีพิทักษ์, 3.คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธุ์ หรือ 4.พล.ต.อ.ชิดชัย
วรรณสถิตย์ แต่คงยังไม่เลือกตอนนี้ ..... เพราะคงต้องดูสถาณการณ์ต่อไป
แล้วสถาณการณ์แบบไหน ถึงจะเลือกคนไหน???
1. หากคนรู้ทัน ไม่เอานายก ***norminee*** แล้วยังมีการชุมนุมใหญ่ต่อเนื่อง
มันจะเลือก ชิดชัย มาปราบผู้ชุมนุม
2. หากผู้ชุมนุมยังรอดู สภาเปิดได้เร็ว
แล้วก็มีการต่อต้านในเรื่องราวบ้างเป็นระยะ มันจะเลือก โภคิน
3. หากโดนมันหลอกทั้งประเทศ ยอมมันทุกอย่าง มันจะเลือก สมคิด
4. ส่วนเจ๊หน่อย คงไม่ได้โดนเลือกหรอก 5555555
ประการที่ 4 ต้องการให้คนไทยทั้งประเทศยอมรับให้มีการเปิดสภาผู้แทนราษฎรได้
และเป็นสภาผู้แทนราษฎรที่มี ส.ส. พรรคไทยรักไทยเกือบ 500 คน
และแม้ว่าจะไม่ครบจำนวนที่รัฐธรรมนูญกำหนดก็ต้องการให้มีการยอมรับให้มีการเปิดสภาได้
นั่นคือคนไทยจะต้องยอมรับความวิปริต วิปลาส พิกลพิการ และเป็น
***เผด็จการหุ่นเชิด*** ของสภาชุดนี้ เพื่อ ***ตัวเอง*** จะได้ไป
***ปู้ยี่ปู้ยำ*** รัฐธรรมนูญ ที่จะแก้ไขใหม่
ประการที่ 5 หากได้ฟังที่มันแถลงข่าว สรุปได้ว่ามันยังคง ***นโยบายประชานิยม***
อยู่ต่อไป ไม่ว่าจะเป็น FTA ขายหุ้น กฟผ. หรือ อื่นๆ และมันยังคงเป็น
***หัวหน้าพรรค*** ที่เป็น ***เผด็จการ*** คิดนโยบายต่างๆแทน ***นายก คนใหม่***
ซึ่งจะเห็นได้ว่า มีเค้าลางของ นายก norminee ในอนาคต จริงๆ เพราะ
***หัวหน้าพรรค*** ย่อมมีอำนาจ ***เบ็ดเสร็จ*** ในการให้
นายกคนใหม่ในพรรคตัวเองที่ยังอยู่ ***ใต้อำนาจ*** ของเหลี่ยม เหมือน บริษัท
เมื่อก่อน เหลี่ยมเป็นกิจการเล็กๆ เจ้าของกิจการจะบริหารงานเอง
ทำทุกอย่างเบ็ดเสร็จอยู่ในตัว แต่ตอนนี้จะเปลี่ยนสถานะ เป็นบริษัทใหญ่ขึ้น
เหลี่ยมมันก็ ***ขึ้นหิ้ง*** เป็น ***Chairman*** เหมือน ***โรมัน
เจ้าของทุนทีมฟุตบอลเชลชี*** แต่ต่างกันตรงที่ โรมัน ไม่ได้มา ***ล้วงลูก***
การบริหารงาน ของ เฮียมูรินโย่.... แต่กับเหลี่ยม รับรองได้ว่า อำนาจ
***เบ็ดเสร็จ*** ยังอยู่ในมือเหลี่ยม
***************************************************************
ดังนั้น สิ่งที่จะต้อง ***ติดตาม และตรวจสอบ และต่อสู้*** ต่อไปสำหรับเราๆท่านๆ
คือ
1.สภาจะต้องเปิดให้เร็ว เพื่อที่เหลี่ยมมันจะไม่รักษาอำนาจนายกไปนานวัน
2.การเลือก นายก คนใหม่ จะต้องเป็นบุคคลที่เป็นกลาง และยอมรับได้ และไม่เป็น
นายก norminee ของเหลี่ยม
3.กระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อย่าให้มันหมกเม็ด สิ่งไม่ดี เช่น
แว่วๆว่ามันจะแก้ไขให้ นายก ถือหุ้นได้ อะไรทำนองนี้
4.จะต้องแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เร็ว และยุบสภาภายในไม่เกิน 3-6 เดือน
เพื่อเลือกตั้งใหม่ตามรัฐธรรมนูญใหม่ทีจะต้องเป็นอะไรที่ปิดช่องทาง
***ยึดอำนาจ*** ในองค์กรตรวจสอบต่างๆ
5.องค์กรอิสระตรวจสอบทางรัฐธรรมนูญ ณ ปัจจุบัน จะต้อง ***ออกไป*** ทั้งหมด
เพื่อสรรหามาใหม่ตามขบวนการที่ ***เป็นธรรม และรับได้*** พวกนี้ต้องไม่
***ฝักใฝ่การเมือง***
6.หาก เหลี่ยม ไม่ได้ถูกตรวจสอบ สอบสวน เรื่องค้างคาใจทั้งหมด มันจะกลับมาเป็น
นายก หลังเลือกตั้งจากรัฐธรรมนูญใหม่แล้ว ***ไม่ได้***
****************************************************************
จบ........
Tuesday, April 04, 2006
เย้ (^.^)
เคยอ่านอะไรบางอย่าง แล้วยิ้มไปอ่านไปมะ เรายิ้มตั้งแต่เราคลิกเวบแล้วเราเข้ามาได้ หลังจากที่เพียรเข้าวันละหลายครั้ง ตลอดช่วงสามวันที่ผ่านมา แล้วเข้าไม่ได้ จนต้องเมล์ไปถามไถ่ คนดูแลเวบว่า ถูกปิดไปหรือเปล่า
...
Sunday, 2 April 2006 5:35:54 PM
Subj: เข้า onopen ไม่ได้มาสองวันแล้วววว
สวัสดีค่ะทีมงาน โอเพ่น
แบบว่าเข้าไปอ่าน www.onopen.com ไม่ได้มาสองวันแล้วอ่ะค่ะ เพื่อนๆ แซวว่าโดนปิดป่าว ก็เลยเป็นห่วง เอ่อ คงไปใช่อย่างนั้นใช่ไหม๊คะ หรือว่าหนีหายไปอยู่งานสัปดาห์หนังสือกันหมด อยากอ่านออนไลน์อ่ะ ว่ามีใครเขียนอะไรมาใหม่ๆ ป่าว
รบกวนเช็คด้วยนะคะ อยู่ในอาการ open addicted อาจขาดใจตายไปก่อนถ้าไม่ได้อ่านโอเพ่น
ขอบคุณค่ะ
Epsilon
....
Re: เข้า onopen ไม่ได้มาสองวันแล้วววว
ย้าย server ครับ พรุ่งนี้น่าจะใช้ได้ครับ
ปกป้อง
....
เปิดเข้ามาก็เจอ ข่าวคราวโอเพ่น ที่พี่โญ เขียน เย้ อ่านไปยิ้มไป ต้องบ้าไปแล้วแน่ๆ
ไม่รู้ดิ่ รู้สึกมีความสุขมากกกกที่ได้อ่านงานเค้า นักเขียนในดวงใจ บรรยายสรรพคุณหนังสือที่สำนักพิมพ์จะนำไปออกบูธที่งานหนังสือแล้วก็รู้สึกว่า เที่ยวนี้ต้องไปให้ได้แล้วหล่ะ อยากไปจ่ายตังค์ค่าเล่ม โอเพ่น 51 ที่มูลค่าเกินค่าสมาชิกที่เหลืออยู่ ไปซื้อหนังสือ ไปซื้อเสื้อยืด ไป ไป ต้องไปให้ได้
......................
บางทีความสุขวันนี้อาจจะเริ่มจากตอนที่ได้รับโทรศัพท์ในร้านทำผมที่ป๊าโทรมาบอกว่า นายกออกแถลงการณ์ผ่านโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจ ประกาศไม่รับตำแหน่ง
กลับมาเช็คข่าวทางเน็ตว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
เปิด โอเพ่น
ดูรายการคนค้นคน ตอนจินตวีร์ ตำรวจใจบุญ
นายตำรวจที่สละเวลาส่วนตัว ช่วงเสาร์อาทิตย์ไปช่วยเหลือคนที่เป็นอัมพาตทั่วประเทศ ไปช่วยทำกายภาพบำบัด และจุนเจือเงินทอง อย่างน้อยเดือนละ 500-1000 บาท ด้วยปมในใจที่พ่อตัวเองเป็นอัมพาตอยู่ประมาณ 30 ปีก่อนเสียชีวิต เห็นข่าวใครเป็นอัมพาตก็จะจดรายละเอียดเก็บไว้ พอเงินเดือนออก มีเงิน ก็จะเดินทางไปเยี่ยม ไปช่วยเหลือ ทำอย่างนี้มา 9 ปีแล้ว ดูแล้วก็อึ้ง โลกนี้มีคนดีๆ ที่ควรได้รับการยกย่องที่เราไม่เคยรู้เลย ขอบคุณทีมงานรายการคนค้นคน ที่เปิดเผยเรื่องราวดีๆ แบบนี้ให้ได้รู้ และคงต้องขอบคุณเจ้าตัว ตำรวจคนนี้ที่ทำดีเพื่อคนอื่นแบบที่หวังเพียงเห็นคนป่วยได้รับกำลังใจ และหายจากอัมพาต...
